พัฒนาการงานสถาปัตยกรรมไทย ผ่านการทำงานของสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทย

Home » ความรู้เรื่องวัดและพัฒนาการ » พัฒนาการงานสถาปัตยกรรมไทย ผ่านการทำงานของสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทย

สถาปัตยกรรมไทย ในส่วนของพุทธสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 9 นั้น มีสถาปนิกสำคัญหลายท่านที่มีผลงานฝากไว้ให้เห็นถึงพัฒนาการของงานออกแบบพุทธสถาปัตยกรรม แต่ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทย ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนกับท่านโดยตรงขณะเป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรม ทั้งในหลักสูตรระดับปริญญาบัณฑิต และปริญญามหาบัณฑิต จำนวน 5 ท่าน และขอยกตัวอย่างงานบางส่วนโดยสังเขปของท่าน ที่ผู้เขียนพิจารณาแล้วเห็นว่าโดดเด่น  น่าสนใจต่อการศึกษาพัฒนาการในงานสถาปัตยกรรมไทย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  1. รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ 
    • ผู้เขียนได้เรียนรู้จากท่านในชั้นปริญญาตรี ที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ได้มีโอกาสในการทำหนังสือรวมผลงานโดยรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ และสัมภาษณ์เก็บข้อมูล เพื่อร่วมเขียนผลงานต่างๆ ในเล่ม
  2. ศาสตราภิชาน พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ
    • ผู้เขียนได้เรียนรู้จากท่านตอนฝึกงานกรมศิลปากร  การเรียนรู้สำคัญคือการที่ท่านพาไปดูงานออกแบบก่อสร้างจริง ในช่วงฝึกงาน และได้เรียนรู้กับท่านอีกครั้งในชั้นปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
  3. อ.ดร.ประเวศ ลิมปรังษี ศิลปินแห่งชาติ 
    • ผู้เขียนได้เรียนรู้จากท่าน ในชั้นปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เป็นผู้ช่วยร่วมสอนในขณะเป็นอาจารย์ประจำที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงการได้มีโอกาสช่วยทำงานในการออกแบบงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของท่านด้วย
  4. รศ.ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ  
    • ผู้เขียนได้เรียนรู้จากท่าน ในชั้นปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และภายหลังขณะเป็นอาจารย์ประจำที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มศก. โดยได้มีโอกาสช่วยงานท่านทั้งงานสอน และงานออกแบบศาสนสถานและงานเรือนไทย
  5. อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ  
    • ผู้เขียนได้เรียนรู้จากท่าน ในชั้นปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และภายหลังขณะเป็นอาจารย์ประจำที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มศก. เป็นครูอาจารย์คนสำคัญที่ให้โอกาสในการเรียนรู้และทำงานนับแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา โดยได้มีโอกาสช่วยงานท่านอย่างมากทั้งในงานสอน และในส่วนงานออกแบบศาสนสถานเป็นสำคัญ รวมถึงงานประยุกต์ทางสถาปัตยกรรมไทยบางส่วน ทั้งยังได้มีส่วนช่วยในการเขียนหนังสืออีกหลายเล่มที่เกี่ยวข้องทางด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไทย และวัฒนธรรมไทย

รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ

ภาพ : รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ

ที่มาภาพ : วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/ภิญโญ สุวรรณคีรี

ท่านจบการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอาจารย์ผู้สอนในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นสถาปนิกที่มีความชำนาญในงานสถาปัตยกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานลวดลายไทย ฝึกฝนด้วยตนเองนับแต่เด็ก นับเป็นสถาปนิกที่มีความสามารถอย่างยิ่ง ผลงานท่านมีมากมาย ดังรวบรวมไว้ในหนังสือ ชีวิตและผลงาน รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลในงานออกแบบมาทำความเข้าใจ และร่วมเขียนอธิบายผลงานในหนังสือดังกล่าว (โดยมี คุณปิยนุช สุวรรณคีรี เป็นบรรณาธิการหลัก) งานออกแบบสร้างสรรค์ของอาจารย์มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นแบบเฉพาะตัว ทั้งในด้านรูปทรง องค์ประกอบ และเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบลวดลายต่างๆ ในงานสถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม กล่าวได้ว่ามีทางลายในงานก่อสร้างเป็นแบบฉบับของตนเอง งานสถาปัตยกรรมไทยที่สร้างสรรค์ของท่าน มีลักษณะเป็นการรักษาแบบแผนทางการออกแบบเดิมไว้เป็นสำคัญ โดยทำงานผ่านวัสดุปูน คอนกรีต และโลหะ สิ่งที่อาจารย์นิยมใช้ในงานของท่าน เสมือนลายเซ็นเฉพาะตัวคือ การออกแบบประตูหน้าต่างเป็นงานดุนโลหะทองแดง เพื่อความคงทนถาวรด้วยตัววัสดุเอง  ตัวอย่างผลงานที่น่าสนใจของท่านคือ

พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ขาว อนาลโย จังหวัดหนองบัวลำพู

เป็นการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทย ที่สะท้อนความคิดของสถาปนิกผู้ออกแบบ ซึ่งต้องการให้ชิ้นงานแสดงถึงการก้าวไปข้างหน้าของงานสถาปัตยกรรมไทย  ทั้งรูปแบบและองค์ประกอบในงานชิ้นนี้ ถือเป็นพัฒนาการในงานสถาปัตยกรรมไทยที่สำคัญชิ้นหนึ่งของท่าน และอาจจะของแวดวงงานสถาปัตยกรรมไทยเลยทีเดียว เป็นผลงานที่แสดงถึงอัจฉริภาพทางการออกแบบ ทั้งในแผนผังที่ซับซ้อน และรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่สื่อความหมายถึงสัตว์มงคลอันได้แก่ช้าง (ซึ่งมีประวัติเกี่ยวข้องกับหลวงปู่ขาว) โดยนำมาคลี่คลายเป็นสถาปัตยกรรมรูปสัญลักษณ์ช้างเทินพระธาตุเจดีย์ได้อย่างน่าสนใจ[1]  แม้ว่างานชิ้นนี้จะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญบางประการทางการออกแบบของงานสถาปัตยกรรมไทย ให้มีลักษณะของงานร่วมสมัย  แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากนั้นท่านก็มิได้ออกแบบงานในลักษณะนี้อีกเลย และหวนกลับไปทำงานออกแบบที่มีรูปแบบและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีเป็นสิ่งสำคัญและไม่เคยล้าสมัย[2]

ภาพ : พิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร หลวงปู่ขาว อนาลโย

ที่มาภาพ : ปิยนุข สุวรรณคีรี และ ประกิจ ลัคผนจง ทีมบรรณาธิการ ,ชีวิตและผลงาน รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี เล่ม 2.2561,161.

เจดีย์จุฬามณี อาคารรัฐสภา  กรุงเทพฯ

เป็นงานสถาปัตยกรรมไทยอันเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นตั้งอยู่ด้านบนสูงสุดของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ สิ่งที่น่าสนใจในงานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยชิ้นนี้คือ ความกล้าหาญทางการออกแบบ ด้วยการนำสิ่งที่แตกต่างกันไปรวมไว้ด้วยกันในงานชิ้นเดียว ดังปรากฏเป็นรูปแบบงานสถาปัตยกรรมไทยตอนบน และอาคารแบบโมเดิร์นที่รองรับอยู่ด้านล่าง โดยใช้วิธีผูกผสานความต่างนี้ด้วยระบบผังแบบไทยเข้าด้วยกัน อาจถือได้ว่าเป็นงานสาธารณะราชการขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมต่างชนิดกัน มาอยู่ร่วมกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน งานชิ้นนี้จึงถือเป็นความเคลื่อนไหวในแวดวงงานสถาปัตยกรรมไทย ที่แม้จะไม่ใช่งานวัด แต่ก็อาศัยแนวคิดทางการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยในลักษณะเจดีย์ซึ่งควรอยู่ในวัด มาประกอบอาคารที่มีการใช้สอยหลักคนละลักษณะกัน แสดงให้เห็นว่างานสถาปัตยกรรมไทยเป็นงานที่ช่วยสร้างคุณค่าบางประการให้แก่สถาปัตยกรรมสำคัญระดับชาติ  แสดงให้เห็นว่างานสถาปัตยกรรมไทยได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่สำคัญบางประการในเชิงจิตวิญญาณ หรือสื่อแทนสัญลักษณ์ที่สำคัญให้กับงานอาคารสาธารณะที่สำคัญดังกล่าว และถือเป็นการออกแบบที่แตกต่างไปจากงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีเดิมที่เคยมีมาอย่างชัดเจนที่สุดชิ้นหนึ่ง  เจดีย์ชิ้นนี้ยังถูกออกแบบก่อสร้างด้วยวัสดุโลหะทองเหลืองทั้งหลัง ปิดผิวด้วยทองคำเปลวทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการในการออกแบบที่จะแทนคุณค่าความหมายนอกเหนือจากตัวรูปลักษณ์แล้ว วัสดุและงานตกแต่งก็ยังเป็นการแทนค่าอันสำคัญร่วมด้วย   พัฒนาการของงานสถาปัตยกรรมไทยชิ้นนี้ ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการทำงานสถาปัตยกรรมไทยที่สามารถออกแบบรับใช้สังคมในลักษณะที่ต่างไปจากอดีต และยังคงต้องรอผลสัมฤทธิ์แห่งการใช้งานในอนาคตต่อไป ว่าให้ผลอย่างไรต่อสังคม แต่อย่างน้อยการได้รับการออกแบบและก่อสร้างจนแล้วเสร็จย่อมแสดงให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมไทย อาจสามารถทำหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์สำคัญบางประการ ได้มากกว่าที่เคยมีมาในอดีต   และน่าจะเป็นการเปิดทางให้งานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยได้รับใช้สังคมในวงกว้างมากขึ้น[3]

ภาพ : รัฐสภาใหม่ “สัปปายสถาน”

ที่มาภาพ : วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/สัปปายะสภาสถาน

ศาสตราภิชาน พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ

ภาพ : ศาสตราภิชาน พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ

ที่มาภาพ : วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/อาวุธ_เงินชูกลิ่น

ท่านเป็นนักศึกษาในคณะสถาปัตยกรรมไทย (ชื่อคณะในขณะนั้น) มหาวิทยาลัยศิลปากร  ภายหลังท่านเป็นสถาปนิกที่มีผลงานสำคัญในกรมศิลปากร ได้ออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยสำคัญของชาติหลายยชิ้น อาทิ กลุ่มอาคารเครื่องยอด พระเมรุ พระเมรุมาศ ต่างๆ และงานอื่นๆที่สำคัญอีกหลายชิ้น รวมถึงงานซ่อมสงวนอนุรักษ์โบราณสถานต่างๆ ตามบทบาทหน้าที่ของกรมศิลปากร ภายหลังเกษียณอายุราชการท่านได้รับเชิญเป็นอาจารย์สอนความรู้ในงานสถาปัตยกรรมไทย โดยเป็นอาจารย์พิเศษให้แก่คณะสถาปัตยกรรมศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้รับหน้าที่สอนเป็นสำคัญใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย  แม้ว่าจะเกษียณอายุราชการจากกรมศิลปากรและได้อุทิศตนสำหรับการสอนให้ความรู้แก่นักศึกษาในสาขาวิชาด้านสถาปัตยกรรมไทยอย่างเต็มที่แล้ว ท่านยังคงให้คำปรึกษาช่วยงานในส่วนของกรมศิลปากร และการดูแลมรดกสถาปัตยกรรมของชาติอย่างต่อเนื่องตลอดจนที่สุดแห่งชีวิต และถือเป็นสถาปนิกที่เป็นครูผู้สอนซึ่งให้ความรู้ทั้งนักศึกษา และผู้ร่วมงานในด้านวิชาชีพมาโดยตลอด ตัวอย่างผลงานที่น่าสนใจคือ  

ศาลหลักเมือง กรุงเทพฯ

ภายหลังงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2525  มีแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่จะซ่อมศาลหลักเมืองขึ้นใหม่  ให้มีรูปแบบตามอย่างซุ้มประตูพระบรมมหาราชวัง อันเป็นลักษณะรูปแบบเดิมของศาลหลักเมือง (เนื่องจากรูปแบบในคราวบูรณะเมื่อปี พ.ศ.2512 แตกต่างไปจากเดิม เทียบกับภาพถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 6) รวมถึงทรงกำหนดให้หาแนวทางการออกแบบก่อสร้างให้มีความคงทน ไม่ต้องทาสีบ่อย อันเป็นที่มาของการเลือกใช้วัสดุกระเบื้องเคลือบปิดผิวและตกแต่ง (เซรามิก) และยังทรงพระราชทานตัวอย่างกระเบื้องเคลือบสีด่อน (สีขาวอมเทา) เพื่อเป็นแนวทางไว้ด้วย[1]  วัสดุกระเบื้องเคลือบ หรือเซรามิกนี้ มิได้ใช้เพียงกระเบื้องหลังคา แต่เป็นกระเบื้องงานตกแต่งในส่วนอื่นด้วย (ซึ่งอาจารย์อาวุธได้แรงบันดาลใจงานตกแต่งด้วยเซรามิก มาจากวัดเฉลิมพระเกียรติ ) แม้ว่าแวดวงงานสถาปัตยกรรมไทย จะได้เคยใช้งานเซรามิกมาก่อน นับแต่สมัยรัชกาลที่ 3 และพัฒนาการของตัววัสดุชนิดนี้ ได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในสมัยรัชกาลที่ 5 ดังปรากฏที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และงานศาลหลักเมืองชิ้นนี้ อาจส่งผลให้งานสถาปัตยกรรมไทยหลายๆ ชิ้นในปัจจุบัน เลือกใช้เซรามิกเป็นวัสดุสำคัญประกอบในงานออกแบบด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานกระเบื้องหลังคา แต่จะต้องทำการออกแบบให้มีรูปแบบและสัดส่วนที่สัมพันธ์กับงานสถาปัตยกรรมไทยเป็นการเฉพาะ (ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ อ.อาวุธ ท่านเคยอธิบายเกร็ดในการทำงานให้ฟังขณะสอนผู้เขียนในระดับชั้นปริญญาโทว่า ต้องเผาทิ้งเสียมากเนื่องจากต้องควบคุมความเสมอกันทั้งขนาดและสี ซึ่งทำได้ยากในงานเซรามิก)   หากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กระเบื้องเซรามิกตามท้องตลาดโดยทั่วไป ก็จะให้ผลทางการออกแบบที่ไม่สันพันธ์กัน และกระเบื้องสีด่อนยังเป็นสีที่ได้รับความนิยมในเวลาต่อมา เสมือนเป็นตัวแทนสีแห่งยุคสมัยปัจจุบันก็ว่าได้  นิยมใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมไทยในอีกหลายๆ ที่ รวมถึงพระอุโบสถวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษกที่สร้างภายใต้แนวพระราชดำริในเวลาต่อมาด้วย(เพียงแต่เลือกใช้ให้เป็นสีขาวสว่างกว่ากัน)   นอกจากนั้นผิวผนังอาคารยังบุด้วยหินอ่อน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความคงทนถาวรด้วยเช่นกัน แม้ว่าการใช้หินอ่อนประดับผิวอาคารจะไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว แต่นับได้ว่าเกิดเป็นกระแสนิยมในการตกแต่งผิวอาคารงานสถาปัตยกรรมไทยด้วยหินอ่อนมากขึ้นในเวลาต่อมา 

ภาพ : ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

ที่มาภาพ : วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

พระอุโบสถวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษกภิเษก กรุงเทพฯ

เป็นพระอุโบสถซึ่งได้รับการก่อสร้างขึ้นภายใต้พระราชดำริที่ว่า ให้สร้างเป็นวัดขนาดเล็กที่มีลักษณะเรียบง่าย ประหยัด และทันสมัย เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจและศรัทธา เผยแพร่ความรู้ทั้งทางด้านศาสนา สังคม และจริยธรรมแก่เยาวชนและประชาชนในชุมชน ซึ่งจะสอดคล้องสัมพันธ์กับหลัก “บวร”  คือ บ้าน(ราษฎร) วัด(ศาสนา) โรงเรียน(ราชการ) อันเป็นแนวพระราชดำริที่จะประสานการพัฒนาร่วมกันเพื่อความยั่งยืน  โดยพระอุโบสถแห่งวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก จึงออกแบบและจัดสร้างให้เรียบง่าย(แต่ยังสมพระเกียรติ) และให้ใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม[5]

พระอุโบสถวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษกมีลักษณะเป็น งานสถาปัตยกรรมไทยที่มีฉันทลักษณ์แบบไทยประเพณี ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ที่ออกแบบโดยสมเด็จครู ซึ่งอยู่บนเงื่อนไขแห่งการออกแบบอย่างเดียวกันคือ ต้องประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง ร่วมกับพระอุโบสถวัดราชาธิวาส และพระอุโบสถวัดเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งพระอุโบสถทั้งสามแห่งนั้นมีเอกลักษณ์โดดเด่น นำมาสู่การออกแบบเป็นพระอุโบสถวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษกในที่สุด โดยมีภาพรวมที่ดูเรียบง่าย ขาวสะอาดตา และมีลวดลายสำคัญเฉพาะบริเวณจั่วปั้นลมและหน้าบันเท่านั้น[6]

ภาพ : พระอุโบสถ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก

พระอุโบสถวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ถือเป็นวัดต้นแบบในพระราชดำริแห่งรัชกาลที่ 9 ที่หากวัดใดต้องการสร้างอุโบสถแบบไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ยังได้อุโบสถที่มีความเป็นไทย   ก็สามารถดูเป็นแบบอย่างและนำไปสร้างได้ เราจึงสามารถพบเห็นอุโบสถในรูปลักษณ์เช่นนี้ได้ในหลายๆแห่ง

นอกจากนั้นแนวพระราชดำริเรื่อง “ความพอเพียง” ยังเป็นสิ่งที่โดดเด่นในสมัยรัชกาลที่ 9 การออกแบบสถาปัตยกรรมไทยในช่วงท้ายๆ รัชกาล จึงมีนักวิชาการพูดถึงงานสถาปัตยกรรมไทยที่ตั้งอยู่บนปรัชญาแห่งความพอเพียงนี้ด้วย และอาจมีการเข้าใจผิดไปว่า รูปแบบงานสถาปัตยกรรมแบบพอเพียงคือสถาปัตยกรรมที่ไม่ใช้เงินมาก แต่ตามจริงแล้วความพอเพียงในความหมายที่พระองค์ท่านกล่าวถึงคือ การกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อตัวเจ้าของ ถ้ามีมากก็ทำได้มาก มีน้อยก็ควรทำพอตัว ฉะนั้นแล้วความพอเพียงของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน ดังตัวอย่างการสร้างพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ซึ่งถือเป็นพระที่นั่งสำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และเป็นเสมือนห้องรับแขกของพระเจ้าแผ่นดิน นับเป็นพระที่นั่งเดียวในพระบรมมหาราชวังที่ได้รับการออกแบบก่อสร้างในสมัยปัจจุบัน  การออกแบบจัดสร้างจึงเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ เหมาะสมต่อบุคคล โอกาส และบริบทแห่งการใช้งาน แม้จะเป็นงานที่ใช้งบประมาณสูงแต่ก็เหมาะสมด้วยเหตุและผลดังกล่าว  

พระอุโบสถวัดพระราม 9 แห่งนี้ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของงานสถาปัตยกรรมไทย ในด้านของความประหยัด และทันสมัย ดังจะเห็นได้จากรูปแบบและวัสดุที่ใช้ เช่นหลังคาแผ่นเหล็กชุบสีขาว(เมทัลชี้ท) มีประตูหน้าต่างเป็นกระจกกรอบอะลูมิเนียม ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประหยัดงบประมาณแล้วยังทำให้ภายในอุโบสถมีแสงสว่างส่องถึงตลอดเวลา และคนภายนอกสามารถกราบพระประธานจากภายนอกได้แม้จะปิดอาคารอยู่ก็ตาม ความพอเพียงในงานออกแบบพระอุโบสถหลังนี้ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการสร้างอุโบสถอีกหลายแห่งในประเทศ ที่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เป็นเสมือนแบบโบสถ์พระราชทานที่วัดหลายแห่งสามารถนำไปก่อสร้างได้

เท่าที่อธิบายข้างต้น ดูคล้ายกับเป็นการสร้างโบสถ์ตามแบบอุโบสถ  ก ข ค ที่กรมศิลปากรเคยมีมา แต่ตามจริงแล้ว วัตถุประสงค์ในการทำแบบต่างกัน เพราะมิได้ต้องการให้วัดสร้างเป็นรูปแบบมาตรฐานความงามแบบ ก ข ค แต่เป็นการทำต้นแบบอุโบสถเพื่อช่วยเหลือวัดที่ต้องกาสร้างอุโบสถให้มีลักษณะไทย ในงบประมาณที่ไม่มากจนเกินกำลังที่ท้องถิ่นจะสามารถสร้างได้ ทั้งนี้ท้องถิ่นแต่ละแห่งสามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดได้ตามบริบทแห่งท้องที่ ซึ่งอาจต้องอาศัยสถาปนิกที่มีความรู้ความเข้าใจเข้ามาช่วยให้งานมีความสอดคล้องสมบูรณ์กัน

อ.ดร.ประเวศ ลิมปรังษี ศิลปินแห่งชาติ

ภาพ : อ.ดร.ประเวศ ลิมปรังษี ศิลปินแห่งชาติ

ที่มาภาพ : เพจ หออัครศิลปิน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

ท่านจบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร นับเป็นคณะสถาปัตยกรรมไทยแห่งแรกและแห่งเดียวที่มีในประเทศไทย โดยได้รับการเรียนรู้จาก ศาสตราจารย์พระพรหมพิจิตร ผู้ซึ่งเป็นศิษย์สมเด็จครู จึงได้รับการถ่ายทอดการเรียนรู้ในศาสตร์วิชาทางด้านสถาปัตยกรรมไทยสืบเนื่องจากสมเด็จครูโดยตรง (ซึ่งสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทย ศิลปินแห่งชาติในยุคนั้นหลายท่านได้เรียนกับศาสตราจารย์พระพรหมพิจิตรนี้ด้วย อาทิ รศ.ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ และ อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ ) ท่านมีผลงานออกแบบและงานบูรณปฏิสังขรณ์มากมาย ทั้งในช่วงทำงานรับราชการกับกรมศิลปากร และช่วงที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือให้แก่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร การทำงานของท่านถือได้ว่าโดดเด่นอย่างมาก ในเรื่องของการทำแบบทางสถาปัตยกรรมที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ครบจบตลอดกระบวนการ  อาจารย์ได้เคยเล่าให้ฟังว่า การเขียนแบบกำหนดชัดเจนถึงขนาดเขียนแบบให้เห็นเหล็กโครงสร้างลงในแบบทุกส่วน และต้องเขียนแบบจนได้แบบขยายเท่าจริงสำหรับส่งมอบให้ช่างไปทำการก่อสร้างได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน แบบสำหรับใช้ก่อสร้างในงานวัดโสธร ต้องใช้รถบรรทุกขน เนื่องจากต้องเขียนแบบและทำแบบขยายเยอะมาก เนื่องจากอาคารมีขนาดใหญ่โตเป็นพิเศษ ใช้เวลาทำแบบอยู่ไม่น้อยกว่า 5 ปีกว่าจะแล้วเสร็จทั้งแบบสำหรับงานก่อสร้างขั้นแรก และแบบขยายศิลปกรรมเท่าจริงอีกส่วนหนึ่งซึ่งต้องทำการออกแบบและขยายแบบขณะทำการก่อสร้างอาคารไปพร้อมๆ กัน  ชีวิตการทำงานของท่านครั้งยังอยู่ในกรมศิลปากร ได้ฝากผลงานสำคัญยิ่งแก่ประเทศชาติไว้คือ งานออกแบบพระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เนื่องจากเป็นงานที่หาผู้ใดทำมิได้แล้ว  ท่านต้องสืบค้นรื้อฟื้นศาสตร์ศิลป์นี้ขึ้นมาใหม่ และนับเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้การออกแบบงานสถาปัตยกรรมเฉพาะกิจชนิดนี้สืบต่อมาจนปัจจุบัน ถือเป็นต้นแบบของการทำงานออกแบบให้แก่บุคคลากรในกรมศิลปากรต่อมาถึงปัจจุบัน และมีการเผยแพร่ข้อมูลงานพระเมรุมาศอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา   ตัวอย่างชิ้นงานที่น่าสนใจของท่านคือ

พระอุโบสถวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

พระอุโบสถแห่งนี้เริ่มงานก่อสร้างในปี พ.ศ.2522  เป็นงานออกแบบพระอุโบสถไทยในต่างแดน ที่ต้องออกแบบให้เข้ากับสภาพอากาศที่มีความหนาวเย็น งานออกแบบชิ้นนี้จึงมีความพิเศษ ที่มีชั้นใต้ดิน เพื่อให้สามารถใช้เป็นห้องสมุด ห้องประชุม และพื้นที่ปฏิบัติกิจต่างๆ ได้สะดวกในขณะที่อากาศค่อนข้างหนาวได้ ซึ่งน่าจะเป็นอุโบสถหลังแรกของไทยเราที่มีการใช้งานชั้นใต้ดินแบบตะวันตก  นอกจากนั้นยังเป็นอุโบสถที่เป็นเครื่องคอนกรีต โดยมีโครงสร้าหลังคาเป็นคอนกรีตยกชุดซ้อนตับด้านบน นับเป็นพัฒนาการทางโครงสร้างคอนกรีตแบบแรกๆ แบบตัดเสาร่วมในออก เนื่องจากเทคนิคทางการก่อสร้างเอื้อต่อการออกแบบดังกล่าวได้แล้ว รวมถึงชิ้นส่วนลวดบัวและงานตกแต่งโดยมาก ทำเป็นชิ้นคอนกรีตหล่อสำเร็จเป็นส่วนๆ มาประกอบกัน ซึ่งถือเป็นวิธีในการทำงานก่อสร้างวัดที่แปลกใหม่ไปจากที่เคยมีมา และการทำงานลักษณะนี้จะได้ถูกพัฒนาไปสู่การทำงานสถาปัตยกรรมไทยโดยทำเป็นชิ้นส่วนสำเร็จรูปแบบ GRC ในภายหลัง  งานชิ้นนี้มีแนวคิดในการนำเอกลักษณ์สำคัญของชาติไปแสดงเกียรติแห่งภูมิปัญญางานศิลปสถาปัตยกรรมไทย ให้ปรากฏในต่างแดน มีศิลปกรรมและสัญลักษณ์สำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับงานช่างหลวง เพื่อสื่อถึงความเป็นงานศิลปะสถาปัตยกรรมในระดับสูงสุดของชาติ และงานออกแบบชิ้นนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมแบบตะวันตก เข้ามาในงานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยของอาจารย์ประเวศ ดังจะเห็นได้จากลักษณะของซุ้มหน้าต่าง ซึ่งสิ่งนี้จะไปมีอิทธิพลอย่างมากต่อการออกแบบงานสำคัญที่วัดโสธรต่อไป และทำให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมไทยเมี่อได้รับอิทธิพลต่างวัฒนธรรมแล้ว ก็สามารถพัฒนาต่อยอดออกไปได้อีก หากผู้ออกแบบมีความรู้ความเข้าใจในฉันทลักษณ์แห่งความเป็นไทยดีพอ ผลงานออกแบบที่ปรากฏ ย่อมไม่ทิ้งรากแห่งภูมิปัญญาดั้งเดิม และงอกงามออกไปได้อย่างไม่สิ้นสุด[7]

ภาพ : พระอุโบสถ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ที่มาภาพ : วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/วัดพุทธปทีป

พระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร  จ.ฉะเชิงเทรา     

เริ่มงานออกแบบในปี พ.ศ.2530 นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งพัฒนาการสำคัญของงานสถาปัตยกรรมไทย ในแบบที่ไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อน ด้วยการรวมฟังก์ชันการใช้งานแทบจะทุกอาคารสำคัญที่ควรมีในวัดหนึ่งวัด เข้าไว้ในอาคารเดียวกัน กล่าวคือในอาคารนี้ ประกอบไปด้วยพื้นที่ใช้งานของ พระวิหาร หอพระไตรปิฎก พระอุโบสถ พระเจดีย์ รวมอยู่ด้วยกัน[8] นอกจากนั้นสิ่งที่เห็นอย่างเด่นชัดอีกส่วนหนึ่งคือการประสานความคิดของศิลปสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เข้ากับสถาปัตยกรรมไทย ได้อย่างลงตัว ซึ่งในส่วนของการประสานศิลปกรรมต่างวัฒนธรรมนี้ เกิดขึ้นมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว ดังได้อธิบายไว้เบื้องต้น เช่น สมัยรัชกาลที่ 3 ที่มีการผสานศิลปะสถาปัตยกรรมแบบจีนเข้ามา เป็นต้น นอกจากรูปแบบแบบภายนอกที่มีความก้าวหน้าผสมผสานทางวัฒนธรรมแล้ว ที่ว่างภายในก็นับได้ว่ามีความโดดเด่นไม่น้อยไปกว่ากัน ระเบียบในการวางระบบโครงสร้างและการจัดการที่ว่างจึงมีเอกลักษณ์พิเศษ โดยเฉพาะโครงสร้างส่วนกลางที่ขึ้นไปรับหลังคายอดแหลม นับว่าเป็นความกล้าหาญทางการออกแบบอย่างมาก ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางโครงสร้าง ทำให้สามารถเสกสรรค์ค์งานออกแบบได้ตามต้องการ สถาปัตยยกรรมชิ้นนี้จึงมีขนาดใหญ่โตกว่าที่เคยมีการออกแบบมาในประเทศไทย อีกทั้งยังมีความพยามยามในการเลือกใช้วัสดุ ที่สะท้อนถึงยุคสมัย และคำนึงถึงความคงทนถาวรในระยะยาวอีกด้วย   หากพิจารณาถึงรูปแบบโดยรวมของงานชิ้นนี้จะเห็นได้ว่ามีพัฒนาการต่อเนื่องมาจากงานที่วัดพุทธปทีปอย่างเห็นได้ชัด ประสบการณ์ของการเรียนรู้ในต่างแดน และอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่ได้พบเจอ มีผลต่อแนวคิดในการสร้างสรรค์ ในทำนองเดียวกับที่สมเด็จครูได้เคยดำเนินมา และนับได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกในชีวิตของท่าน ซึ่งได้บรรจงคิดและออกแบบในทุกๆ รายละเอียดของงาน นับแต่วัสดุ โครงสร้าง ไปจนถึงศิลปกรรมทั้งหมด

ภาพ : พระอุโบสถ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา

งานทั้งสองชิ้นของท่านสื่อให้เห็นถึงความพยามขับเคลื่อนงานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยประเภทวัดวาอาราม ให้ต่อยอดทางการออกแบบให้เกิดความก้าวหน้าจากอดีตที่เคยมีมา สะท้อนให้เห็นว่างานชนิดนี้ไม่ได้ถูกแช่แข็งไปตามกาลเวลา แต่สามารถเติบโตต่อไปได้ด้วยความรู้ความคิดของผู้ออกแบบที่จะทำการออกแบบอย่างแยบคายและสร้างสรรค์ได้ ทั้งนี้อาศัยฐานความรู้ ทั้งภายในและภายนอกมาเป็นแกนของความคิด ร่วมกับแรงบันดาลใจในการออกแบบที่ตั้งอยู่บนปรัชญาแห่งการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทย จึงเกิดรูปแบบงานสถาปัตยกรรมไทยที่ต่างไปจากเดิม แต่ไม่ทิ้งฉันทลักษณ์และผลลัพธ์ทางการออกแบบที่ควรเป็น  ซึ่งถือว่าเป็นความแปลกใหม่ของวงการงานออกแบบอย่างยิ่ง

รศ.ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ

ภาพ : รศ.ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ

เป็นสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทยอีกท่านหนึ่ง ที่จบจากคณะสถาปัตยกรรมไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยท่านเป็นทั้งอาจารย์และสถาปนิกควบคู่กัน รวมทั้งโดดเด่นด้วยการที่มีผลงานในฐานะนักวิชาการในงานสถาปัตยกรรมไทยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำราเรื่อง “เรือนไทยเดิม”  ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ใช้เวลาสำรวจเรือนไทยหลายร้อยหลังเป็นเวลาหลายปี เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยในระดับตั้งแต่ปฐมภูมิ จนได้ตำราที่นักศึกษาสถาปัตยกรรมทุกคนในประเทศไทย จะต้องศึกษาเรียนรู้งาน เรือนไทย ผ่านตำราเล่มนี้ ด้วยความเข้าใจเรือนไทยอย่างมากนี้เอง จึงส่งผลให้ท่านเป็นผู้ที่มีผลงานออกแบบเรือนไทยที่โดดเด่นและล้ำสมัยมากท่านหนึ่ง นอกจากนั้นผลงานออกแบบเรือนพักอาศัยที่ท่านได้ออกแบบหลังจากที่ได้ศึกษาวิจัยงานเรือนไทย ก็ล้วนมีความน่าสนใจในแนวทางการทำงาน  นับเป็นการต่อยอดเรือนไทยที่เป็นงานไม้ ไปสู่อาคารพักอาศัยแบบคอนกรีตที่มีกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมเดิม จนเกิดรูปแบบและที่ว่างที่น่าสนใจขึ้นมา  นอกจากนั้นในเวลาต่อมาท่านได้ทำตำราเรื่อง “สัดส่วนในงานสถาปัตยกรรมไทย” เพื่อช่วยในการฝึกเขียนอาคารและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องในงานสถาปัตยกรรมไทย สำหรับนักศึกษาหรือผู้สนใจทั่วไป ให้สามารถเริ่มต้นเขียนและเรียนรู้ได้อย่างไม่ยาก เสมือนการทำเครื่องประคองให้เดินในช่วงแรกของการฝึกหัด นับเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษางานสถาปัตยกรรมไทย ทั้งนี้ผลงานออกแบบของท่านมีมากมายหลายชิ้นเช่นกัน โดยขอยกตัวอย่างงานที่น่าสนใจดังนี้

ภาพ : หนังสือตำราสำคัญเรื่อง เรือนไทยเดิม

หมู่เรือนไทย ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม

เรือนไทยชุดนี้มีความน่าสนใจอย่างมากคือได้รับการออกแบบวางผัง ที่มีความพิเศษต่างจากผังเรือนไทยในแบบแผนเดิมที่เคยมีมา ซึ่งเป็นผังแบบ Static balance คือสมดุลและสมมาตรกันทั้งผัง แต่ผังเรือนไทยแห่งนี้ของท่าน ได้รับการออกแบบให้เป็นผังแบบ  Dynamic balance[9]  คือมีความสมดุลแต่ไม่สมมาตรกันในผัง โดยอาจารย์ได้อธิบายให้ฟังขณะเรียนในระดับชั้นปริญญาโท ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรว่า ท่านมีความสนใจงานออกแบบงานของสถาปนิกระดับนานาชาติ โดยท่านได้ศึกษาผลงานของสถาปนิกต่างประเทศ แล้วนำมาพิจารณาสู่การออกแบบพัฒนางานสถาปัตยกรรมไทย เพื่อให้เกิดความสร้างสรรค์ก้าวหน้าไปจากผังแบบเดิม   การวางผังจึงถือได้ว่าเป็นความโดดเด่นของงานชิ้นนี้อย่างมาก การออกแบบเรือนไทยให้รองรับการใช้งานแบบสาธารณะ นับเป็นความท้าทายของสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทยอยู่ไม่น้อย และจะเห็นได้ว่า สามารถแก้ปัญหาทางการออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานแบบใหม่ได้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จาก  การออกแบบเรือนแฝดเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานที่มีขนาดใหญ่  นอกจากนั้นการออกแบบเรือนรับรองซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ริมน้ำยังช่วยรับรองผู้คนจำนวนมาก ต่อเนื่องไปกับพื้นที่เปิดโล่งที่เชื่อมถึงกัน  ระหว่างเรือนหลักและศาลารับรองหลังนี้   ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของเรือนไทยที่ต้องปรับตัวมาทำหน้าที่ใช้งาน ในลักษณะอาคารสาธารณะในปัจจุบันด้วย  นอกจากนั้นระบบช่องเปิดของเรือนใหญ่ได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่โตสัมพันธ์กับขนาดของเรือนใหญ่ด้วย  ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเมื่อมีการใช้งานในลักษณะคนประชุมกันเป็นจำนวนมากภายในอาคาร ความเปลี่ยนแปลงหลายประการที่เกิดขึ้นในหมู่เรือนไทยกลุ่มนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าในการออกแบบเรือนไทยหลายๆ ชิ้นของท่าน นับเป็นงานครูที่ควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้อย่างยิ่ง  ผู้เขียนได้มีโอกาสพานักศึกษาไปดูงานหลายครั้ง และชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการสำคัญของเรือนไทยในงานดังกล่าวเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูเหมือนธรรมดา เพราะคนทั่วไปอาจมองข้ามไป แต่เมื่อได้วิเคราะห์ให้เห็นดังกล่าวข้างต้น ก็จะทำให้ผู้เรียนรู้งานเกิดความอัศจรรย์ในความคิดอันสร้างสรรค์และก้าวหน้าขึ้นมาทันที งานเรือนไทยหลายชิ้นของท่าน ล้วนแต่มีลักษณะที่พิเศษต่างจากแบบแผนเดิมทุกชิ้น ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า งานสถาปัตยกรรมไทย ประเภทเรือนไทยนั้น ได้มีการพัฒนาไปจากอดีตแล้วอย่างแท้จริง

ภาพ : หมู่เรือนไทย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม

พระอุโบสถ วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม

เป็นผลงานออกแบบพระอุโบสถ ที่ถือว่าเป็นความแปลกใหม่จากลักษณะงานที่ท่านเคยทำมา   ออกแบบขึ้นในปี พ.ศ.2542  ตามดำริของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) (สมณศักดิ์ของท่านในสมัยนั้น) ที่ต้องการให้พระอุโบสถหลังนี้ มีความเรียบ ง่าย โปร่ง เบา ลอย[10]  โดยท่านได้นำมาตีความเป็นงานออกแบบพระอุโบสถ ที่ สะอาด สว่าง สงบ ยกใต้ถุนสูง ชั้นบนเป็นพื้นที่สังฆกรรมหลัก ส่วนโถงชั้นล่างใช้สำหรับกิจกรรมอเนกประสงค์ต่างๆ ได้ตามต้องการ งานออกแบบชิ้นนี้ได้รับการออกแบบให้ลดเครื่องประดับอาคารลงทั้งหมด คงไว้เพียงความอ่อนหวานนุ่มนวล ตามกรอบทรงของอุโบสถแบบประเพณี  เหลือเพียงเส้นสายลวดบัวที่อ่อนช้อย สื่อความหมายถึงดอกบัวอันเป็นเครื่องบูชาสำคัญในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้หน้าต่างประตูได้เปลี่ยนมาใช้กระจก เพื่อให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในขับผนังสีขาวให้สว่างสดใส ช่องแสงและช่องลมได้รับการออกแบบเพื่อคำนึงถึงการใช้งานที่ถูกสุขลักษณะ และง่ายต่อการดูแลรักษาในระยะยาว  งานชิ้นนี้เมื่อมองในภาพรวมยังให้ความรู้สึกสงบศรัทธาเกิดขึ้น แม้รูปแบบพระอุโบสถจะแตกต่างไปจากที่เคยมีมาในแบบประเพณี นั่นแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์และการรับรู้ยังไม่หายไป การลดทอนเครื่องประดับต่างๆ  นอกจากจะเป็นการลดงบประมาณทางการก่อสร้างแล้ว ยังทำให้เห็นได้ว่า อุโบสถในพุทธสถาน ไม่จำเป็นต้องประดับประดามากมายดังแบบแผนที่มีมาได้ หากผู้ออกแบบมีความเข้าใจปรัชญาแห่งการออกแบบพุทธสถานได้ดี ก็จะสามารถออกแบบสร้างสรรค์ให้อาคารดังกล่าวทำหน้าที่เชิงจิตวิญญาณนี้ได้อยู่ ท่านเคยปรารภกับผู้เขียนว่า ตามจริงสามารถออกแบบโดยละทิ้งรูปแบบของเครื่องบนในงานสถาปัตยกรรมไทยไปเลยก็ได้ เพียงแต่การเปิดใจรับของผู้คนก็ต้องพร้อมด้วย เรื่องนี้ผู้เขียนนำมาคิดต่อว่า หากผู้ใช้งานอาคารมีความพร้อมทั้งความรู้ ความคิด และพร้อมต่อการเจริญธรรมด้วยแล้ว เครื่องประกอบอาคารต่างๆ ที่เคยมีมา ก็คงไม่จำเป็น[11]  แต่หากมีความพร้อมในการออกแบบเพื่อก่อสร้างและธำรงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมสำคัญนี้ ก็ถือเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม และรองรับบุคคลที่มาใช้งานได้อย่างหลากหลายและกว้างขวาง ซึ่งยังประโยชน์ได้มากกว่าผลงานของท่านทั้งสองชิ้นที่ยกมานั้น แสดงให้เห็นได้ว่าการออกแบบที่นำองค์ความรู้สมัยใหม่ และแนวคิดในการทำงานแบบสถาปัตยกรรมสากลเข้ามาร่วมกับงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีที่เคยมีมา สามารถต่อยอดให้แก่การออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่ทิ้งรากฐานของมรดกทางวัฒนธรรมที่มีมา เชื่อว่าคนไทยโดยทั่วไป หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างชาติที่ได้พบเห็นจะยังคงสามารถสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแห่งงานสถาปัตยกรรมไทยดังเดิม และผลงานก็มีความสมสมัยยิ่งขึ้น

ภาพ : อุโบสถ วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม

อ.วนิดา  พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ  

ภาพ : อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ

สถาปนิกหญิงแห่งชาติ เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริง สำหรับสถาปนิกหญิงในงานสถาปัตยกรรมไทยเพียงคนเดียวของประเทศ  ที่มุ่งมั่นทั้งงานสอนและงานออกแบบ ฝากไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันสำคัญยิ่งแก่แผ่นดิน ท่านเรียนในคณะสถาปัตยกรรมไทย มหาวิทยาลัยศิลปากรเช่นกัน ได้เรียนรู้กับทั้ง ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี  และ ศาสตราจารย์พระพรหมพิจิตร ผู้สืบทอดองค์ความรู้ในงานสถาปัตยกรรมไทยจากสมเด็จครูโดยตรง  ผลงานทางวิชาการสำคัญของท่าน ที่ต่อยอดการศึกษาเรียนรู้ในงานสถาปัตยกรรมไทย คือบทความสำคัญเรื่อง “ระเบียบวิธีและการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีในปัจจุบัน”  ซึ่งได้อธิบายถึงวิธีการในการเรียนรู้งานสถาปัตยกรรมไทย จากอดีต ผ่านองค์ความรู้ที่มีในปัจจุบัน เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจอดีต ที่จะส่งผลต่อการต่อยอดสร้างสรรค์ในอนาคตสืบไป[12]  ทั้งนี้ผลงานสำคัญที่ท่านออกแบบโดยมากคือ มหาธาตุเจดีย์ ที่มีอยู่มากหมายหลายชิ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ  รวมถึงอาคารที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา แทบทุกชนิด โดยผลงานที่น่าสนใจที่ขอยกมานำเสนอมีดังนี้

พระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสน วัดจันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

พระมหาธาตุเจดีย์องค์นี้ ได้รับการออกแบบราวปี พ.ศ.2532 นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของพัฒนาการทางการออกแบบเจดีย์ ของสถาปนิกหญิงแห่งชาติ ที่จะนำไปสู่การออกแบบสร้างสรรค์ที่ก้าวหน้าไปอย่างมาก จนเกิดเป็นงานครูให้แก่การออกแบบสร้างสรรค์เจดีย์ในอีกหลายๆ แห่ง ซึ่งมีการสร้างฐานรับองค์เจดีย์เป็นพื้นที่ใช้งานขนาดใหญ่ด้านล่าง รวมพื้นที่ใช้งานหลายลักษณะเข้าไว้ด้วยกัน โดยการออกแบบพื้นที่ใช้งานในชั้นล่างนั้นทำเป็นพื้นที่เปิดโล่ง แต่แบ่งพื้นที่ใช้งานด้วยระดับที่แตกต่างกัน ทั้งเป็นการแบ่งโดยลำดับความสำคัญของผู้ใช้สอย และแบ่งโดยการใช้งานที่ต่างกันในแต่ละระดับบุคคลด้วย[13] ซึ่งเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมแห่งชาวไทยในพุทธศาสนา รายละเอียดของความคิดการออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานในพื้นที่ชั้นล่างถูกคิดไว้หลายจุดหลายส่วน นับเป็นการคิดแก้ปัญหาที่มิได้เป็นไปตามกระบวนการงานช่างไทยแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการคิดโดยกระบวนการทางการออกแบบของสถาปนิก และพิจารณาถึงความเหมาะสมกับการใช้งานสมัยใหม่ผสมผสานร่วมกัน ส่วนตอนบนเป็นเจดีย์ที่ได้รับการออกแบบให้แตกต่างให้แตกต่างไปจากแบบแผนนิยมเดิม คือสร้างเป็นองค์มณฑปยอดเจดีย์  นี่คือแนวคิดแห่งการลดขนาดเจดีย์ที่เป็นเครื่องระลึก หรือสัญลักษณ์ที่ใช้งานเพียงการรำลึกถึงตามนัยยะความหมาย ให้ดูเล็กลง แต่เพิ่มองค์ประกอบส่วนที่จะเกิดประโยชน์ในการใช้สอยอื่นๆ ที่จำเป็นในสมัยปัจจุบัน เข้าไปเป็นส่วนสนับสนุนส่งเสริม และมิได้ทำให้เจดีย์ที่แม้จะมีขนาดเล็กลงแล้วจะลดความสำคัญลงไป ความคิดในการจัดวางอาคารให้เป็นเครื่องส่งเสริมองค์เจดีย์ในแต่ละชุด ได้ช่วยให้ประสิทธิภาพของการใช้งานอาคารทั้งหลัง เป็นไปได้อย่างคุ้มค่าในยุคปัจจุบันอย่างมาก นอกจากนั้นสิ่งที่โดดเด่นสำคัญไม่แพ้กันในการออกแบบเจดีย์องค์นี้คือ การนำบริบทสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่อันเป็นศิลปะสมัยทวารวดี มาผูกร้อยเรียงเรื่องราวขึ้นใหม่ ให้เกิดเป็นการสืบทอดงานศิลปกรรมทางประวัติศาสตร์ที่หายไปแล้ว ให้กลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยมิได้เป็นการลอกแบบเดิม อาคารนี้จึงเป็นเสมือนการได้เห็นภาพการปะทะสังสรรค์กันของอดีตและปัจจุบันของศิลปะสถาปัตยกรรมอย่างแยบคาย   ต่อยอดให้ประวัติศาสตร์ได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งอย่างสมสมัย ดังที่นักวิชาบางท่านให้ความเห็นว่าเป็นเรเนซองส์ทวารวดี[14]  หลังจากงานชิ้นนี้ ท่านได้พัฒนาการออกแบบเจดีย์ต่อมาอีกนับไม่ถ้วน ทั้งชิ้นงานขนาดเล็กใหญ่ ตามแต่ปัจจัยที่มี แต่ทุกชิ้นงานล้วนแสดงให้ประจักษ์ชัดถึงความตั้งใจในการออกแบบต่อยอด เกิดเป็นพัฒนาการของงานออกแบบเจดีย์ที่ไม่หยุดนิ่ง

ภาพ : พระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสน วัดจันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา สาธารณรัฐอินเดีย

นับจากงานออกแบบพระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสน ทิ้งระยะเวลามาราว 20 ปี  ท่านได้รับโอกาสสำคัญในการออกแบบพระมหาธาตุเจดีย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในราวปี พ.ศ.2543  ผู้เขียนได้มีโอกาสช่วยเขียนขยายงานของท่านชิ้นนี้ เพื่อนำไปสู่การลงรายละเอียดสำคัญ และส่งต่อการทำแบบคอมพิวเตอร์สำหรับการก่อสร้าง ได้มีโอกาสไปช่วยดูงานก่อสร้างที่ประเทศอินเดียหลายครั้ง รวมถึงได้นำผลงานชิ้นนี้ไปเขียนเป็นข้อมูลออกแบบในหนังสือซึ่งจัดพิมพ์ในโอกาสต่างๆ ต่อมาให้ท่านด้วย เสมือนได้เรียนรู้และเห็นพัฒนาการสำคัญในงานชิ้นนี้อย่างชัดเจน ผลงานชิ้นนี้แม้จะเป็นเจดีย์ขนาดไม่ใหญ่โตนัก สูงจากฐานถึงยอดเพียง 19 เมตร แต่มีความสง่างามสมพระเกียติอย่างยิ่ง นับเป็นงานที่สอดคล้องกับพระราชดำริเรื่องความพอเพียงอย่างแท้จริง และเป็นงานที่นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแบบให้มีพระราชวินิจฉัยอย่างต่อเนื่องในช่วงพัฒนาแบบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงมีส่วนร่วมในการออกแบบตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งแล้วเสร็จ รายละเอียดนั้นสามารถหาอ่านได้ในเอกสารที่เผยแพร่ทั่วไปทั้งจากการจัดพิมพ์โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 

ภาพ ซ้าย  : ลายพระหัตถ์ การปรับแก้แบบ โดยพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
ภาพ ขวา   : แบบรูปด้านที่สมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้สำหรับการก่อสร้าง

ภาพ : ภาพพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา ขณะประกอบพิธีเวียนเทียน

ที่มาภาพ : วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ (ทางวัดมอบให้ใช้สำหรับการเผยแพร่และใช้ในสื่อการสอน)

ความก้าวหน้าในงานออกแบบชิ้นนี้จะขอยกมากล่าวถึงบางส่วนที่สำคัญคือ  ท่านได้นำบริบททางประวัติศาสตร์มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ โดยนำศิลปกรรมสำคัญของพุทธศาสนาในประเทศไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันกว่า 800 ปี   มาออกแบบเป็นเจดีย์องค์นี้ เพื่อสื่อความหมายถึงความเจริญแห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนไทยมาอย่างยาวนาน คือลักษณะสำคัญทางศิลปกรรมนับแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงสมัยปัจจุบัน[15] และยังมีการแทรกศิลปกรรมของอินเดียมาแต่งแต้มในงานชิ้นนี้บางส่วนด้วย   การออกแบบที่ยากมากส่วนหนึ่งคือ การกำหนดตำแหน่งยอดเจดีย์ทั้ง 9 ยอด เพื่อสื่อความถึงพระมหาธาตุเจดีย์ในสมัยรัชกาลที่ 9 บนข้อจำกัดของกฎหมายท้องถิ่น ที่ให้สร้างสูงได้ไม่เกิน 19 เมตร ซึ่งเป็นความสูงที่ถือว่าน้อยมากหากจะวางผังให้อยู่ในแบบแผนประเพณีเดิมที่เคยมีมา และจะต้องทำให้สมพระเกียรติภายใต้ความสูงอันจำกัดนี้  ทำให้ท่านต้องคิดหาแนวทางการออกแบบใหม่ ที่สุดแล้วท่านออกแบบให้เป็นผังระบบเจดีย์แกนคู่ในระนาบเดียวกัน และยกชุดกลางขึ้นเป็นยอดที่ 9 เกิดลักษณะผังเจดีย์บนชุดหลังคาเดียวกันหรือกลุ่มเจดีย์บนชุดฐานเดียวกันแบบใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนในประวัติศาสตสร์ชาติไทย ความยากของงานออกแบบชิ้นนี้อยู่ที่ การรักษาทรงส่วนยอดในทุกมุมมองให้รับกันทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่ของง่าย สัดส่วนขององค์เจดีย์ได้รับการแก้ไขผ่านพระบรมราชวินิจฉัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อให้มีรูปทรงและขนาดที่สมบูรณ์แบบตามแนวพระราชดำริ สิ่งนี้ทำให้คณะทำงาน ได้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันสำคัญในงานสถาปัตยกรรมไทยของพระองค์ท่านอย่างชัดเจน[16]

การทำงานออกแบบสร้างสรรค์ของท่านมีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือไม่ยึดติดกับระบบแบบแผนของที่ว่างและโครงสร้างในงานแบบแผนประเพณีที่มีมา แต่ท่านนำเทคนิควิธีทางการก่อสร้างใหม่ๆ เข้ามารับใช้งานออกแบบ ทำให้เกิดความแปลกใหม่ในการใช้พื้นที่ ซึ่งดูคล้ายเป็นงานสมัยใหม่ ที่อยู่ภายใต้บรรยากาศงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณี แม้ว่าโดยภาพรวม ผลงานที่ท่านออกแบบจะกล่าวได้ว่าเป็นงานแบบพระเพณีก็ตาม แต่ในทัศนะของผู้เขียน เห็นว่ามีความสร้างสรรค์อย่างมาก และเชื่อว่าผู้ที่มีความรู้ในกระบวนการทำงานและออกแบบสถาปัตยกรรมไทยจะไม่เห็นต่างไปจากที่ผู้เขียนกล่าวไว้นี้เลย ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่างานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยมีพัฒนาการทางการออกแบบได้โดยตลอด

นอกเหนือจากครูอาจารย์สถาปนิสถาปัตยกรรมไทย ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่านดังที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว สถาปนิกทางไทยที่ได้สร้างสรรค์ผลงานสำคัญไว้ในยุคสมัย รัชกาลที่ 9 อีกท่านหนึ่งที่ควรเรียนรู้เป็นครูและศึกษาถึงพัฒนาการสำคัญในงานสถาปัตยกรรมไทย และขอยกมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อให้เห็นภาพรวมของวงการเพิ่มเติม คือ มรว.มิตรารุณ เกษมศรี ศิลปินแห่งชาติ

มรว.มิตรารุณ เกษมศรี  ศิลปินแห่งชาติ

ภาพ   : หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี

ที่มาภาพ : อ้างอิงจาก ช่างหลวง ผลงานสถาปัตยกรรมไทย ของ หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี โดย ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี และ วทัญญู เทพหัตถี ซึ่งจัดพิมพ์โดยสมาคมสถาปนิกสยาม เมื่อปี พ.ศ.2539

สถาปนิกที่ทำงานสถาปัตยกรรมไทยคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง  ท่านจบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเดิมทำงานในกรมโยธาเทศบาล( ปัจจุบันคือ กรมโยธาธิการ) และต่อมาได้ย้ายมาอยู่กรมศิลปากร ภายหลังได้รับโอกาสในการทำงานสถาปัตยกรรมไทยในสำนักพระราชวัง โดยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองมหาดเล็ก[17]  ถวายงานพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9  ดูแลงานออกแบบในวังทั้งในกรุงเทพฯและในภูมิภาค รวมถึงมีงานออกแบบวัดหลายๆ แห่งเป็นลักษณะงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณี ที่รักษารูปแบบไว้อย่างงดงาม งานของท่านถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญส่วนหนึ่งของการทำเจดีย์ที่มีองค์ประกอบการใช้งานหลากหลายชนิดในอาคารเดียว  มีความซับซ้อนเชิงรูปแบบมากกว่าเจดีย์ในแบบประเพณีเดิมที่มีมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ ที่ อ.บ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งงานชิ้นนี้ได้รับการออกแบบในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2538 งานชิ้นนี้เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐ ฉาบปูน ทาสี และเน้นบางส่วนที่สำคัญด้วยการใช้กระเบื้องเซรามิก  หรือปิดผิวด้วยหินอ่อน  และงานชนิดหนึ่งซึ่งถือเป็นลายเซ็นในการทำงานของท่าน คือกระจกสเตนกลาส ดังจะเห็นท่านได้ใช้ในงานออกแบบหลายชิ้น  นับเป็นการออกแบบที่รวมเอาองค์ประกอบสำคัญเข้าไว้เป็นกลุ่มอาคารเดียวกัน กล่าวคือ มีทั้ง อุโบสถ วิหาร ระเบียงคด เจดีย์ รวมอยู่ในหลังเดียวกัน โดยหากมองภาพรวมจะเห็นเจดีย์รวม 9 องค์ประกอบในกลุ่มผังเดียวกัน อันแทนค่าความหมายของงานที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 นั่นเอง  หากพิจารณาถึงงานออกแบบองค์ประกอบที่เป็นลักษณะเก้ายอด อาทิกลุ่มเจดีย์ในงานชิ้นนี้ จะเห็นว่าการออกแบบสร้างสรรค์จะต้องใช้ขอบเขตพื้นที่ในการก่อสร้างที่มากพอ จึงจะทำให้ผลลัพธ์ของงานออกแบบที่ไม่หนักไม่แน่นจนเกินไป เว้นแต่จะลดทอนให้มีเจดีย์ประธานขนาดใหญ่ และเจดีย์ประกอบขนาดเล็กอยู่รอบๆ  (ซึ่งหากเรียกเจดีย์รายหรือเจดีย์ทิศ ก็ดูจะไม่เหมาะเนื่องจากขนาดและความสำคัญมีน้อยเกินไป)  นับได้ว่าเป็นผลงานทางการออกแบบที่สำคัญยิ่งชิ้นหนึ่งในชีวิตท่าน และเป็นผลงานสำคัญอันล้ำค่าของชาติด้วยเช่นกัน

ภาพ   : พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ

ที่มาภาพ : วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/วัดทางสาย_(จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

งานที่เป็นลักษณะงานวางผังตามแบบแผนประเพณีที่สำคัญชิ้นหนึ่งคือ พุทธาวาส อันประกอบด้วย พระอุโบสถ พระเจดีย์ ระเบียงคด  ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร กรุงเทพฯ  โดยมีการวางอาคารสำคัญอยู่ในแนวแกนดิ่ง หากแต่ไม่เชื่อมระเบียงที่ล้อมปิดองค์ประกอบสำคัญไว้ ท่านตั้งใจออกแบบโดยเปิดระเบียงคดดัานหน้า เพื่อให้มองเห็นพื้นที่ในวงล้อมได้อย่างชัดเจน แต่ท้ายที่สุดทางวัดได้ปรับแบบในระหว่างการก่อสร้างภายหลัง ให้เกิดการปิดล้อมอย่างสมบูรณ์ตามแบบแผนประเพณีในที่สุด   แสดงให้เห็นถึงการมองต่างมุมของสถาปนิกและผู้ใช้งาน    ทั้งอุโบสถและระเบียงคดล้อมรอบนั้น ปิดผนังด้วยวัสดุหินอ่อน ส่วนพระเจดีย์ประธาน ปิดวัสดุโมเสกสีทองทั้งองค์ ซึ่งเป็นวัสดุปิดผิวซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงนั้น และเป็นวัสดุที่ท่านนิยมใช้ในงานชิ้นอื่นๆด้วยเช่นกัน  เจดีย์รายเป็นงานปิดทอง การออกแบบที่น่าสนใจส่วนหนึ่งคือการกำหนดให้ประตูหน้าต่าง ที่ตกแต่งแบบประเพณี คือบานไม้ประดับมุก หรือมีงานตกแต่งปิดทอง มีบานกระจกใสติดอยู่ด้านนอกอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายให้แก่ตัวบานไม้และศิลปกรรมบนหน้าบาน ซึ่งในงานแบบประเพณีทั่วไป ไม่ได้ทำในลักษณะนี้ สิ่งที่ได้รับการออกแบบพิเศษแปลกตาคือท้ายระเบียงคดทั้งสองฝั่งบนหลังคา จะเป็นหอกลองและหอระฆัง ซึ่งไม่ปรากฏว่าสถาปนิกท่านใดจะเคยทำมาก่อน แม้ในความเป็นจริงจะมิได้สามารถใช้งานได้อย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นการออกแบบในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อรักษาองค์ประกอบบางอย่างให้คงอยู่ 

ความยากในงานชิ้นนี้คือ ท่านต้องออกแบบอาคารสำคัญที่จะเป็นองค์ประกอบหลักของวัดลงไปในพื้นที่อันจำกัด ซึ่งโดยมากงานออกแบบลักษณะนี้จะต้องใช้พื้นที่มากพอควรจึงจะทำให้ตัวผังมีความสมบูรณ์แบบได้ แต่ในที่สุดแล้ว ท่านก็สามารถจัดผังให้ทุกองค์ประกอบอยู่ร่วมในผังได้ โดยปรับการวางผังแบบเสียใหม่ สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมไทย เป็นงานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเหตุและผล ที่ผู้ออกแบบได้พิจารณาแล้วว่าเหมาะควร ทั้งนี้ยังรักษาคุณภาพของงานโดยรวมไว้ได้ และองค์เจดีย์นับเป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่ท่านออกแบบเจดีย์ที่ปรากฏรวมเป็น 9 องค์ 

นอกจากนั้น งานชิ้นนี้ยังได้มีศิลปินสำคัญอีกท่านหนึ่งมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานฝากไว้เป็นมรดกแก่แผ่นดินคือ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ  มาเป็นผู้ออกแบบสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถแห่งนี้ด้วย เป็นงานที่ใช้เวลาและความอุตสาหะในการทำอย่างยาวนาน และทำให้อุโบสถแห่งนี้มีความสมบูรณ์ตามแบบแผนงานสถาปัยยกรรมไทยแบบประเพณีอย่างแท้จริง

ภาพ   : พุทธาวาส วัดตรีทศเทพ กรุงเทพมหานคร

ที่มาภาพ : เว็บธรรมะไทย  http://www.dhammathai.org/watthai/dbview.php?No=73

งานที่สำคัญอีกชุดหนึ่งในชีวิตของท่านคือ  งานออกแบบพุทธสถาปัตยกรรม ณ วัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร(สมณศักดิ์สมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น) ได้รับเป็นประธานงานก่อสร้างฝ่ายบรรพชิต และให้ มรว.มิตรารุณ มาเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญให้ท่านได้ออกแบบผลงานฝากไว้แก่แผ่นดินหลายขิ้นด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้  การออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทย ณ ที่นี้ ตั้งอยู่บนความเหมาะสมในงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องประดับตกแต่งด้วยวัสดุที่ปราณีตไปทั้งหมด แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าและความงามของศิลปกรรมไทย  ที่สำคัญส่งผลให้การดูแลรักษาซ่อมแซมในระยะยาวไม่เป็นภาระแก่ทางวัดจนเกินไป เพราะโดยมากเป็นงานปูนทาสีเป็นหลัก  แม้ว่าท่านจะมีโอกาสได้ออกแบบงานหลายชิ้นที่นี่  แต่อาจมีข้อจำกัดในการดูแลงานขณะก่อสร้าง  เนื่องจากเป็นช่วงบั้นปลายของชีวิตแล้ว จึงอาจมีความไม่สมบูรณ์ตามแบบที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก สิ่งนี้เองทำให้เห็นได้ว่า ความสำคัญในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทย จำเป็นอย่างยิ่ที่จะต้องทำการขยายแบบและควบคุมรายละเอียดของงานก่อสร้างไปจนถึงส่วนเล็กส่วนน้อยในงานศิลปกรรมด้วย  ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ซึ่งไม่สามารถฝากไว้กับผู้ก่อสร้างหรือผู้ดูแลงานก่อสร้างได้ สถาปนิกจำเป็นต้องลงไปดูตลอดทั้งกระบวนการ โดยเฉพาะในส่วนของงานศิลปกรรม และทักษะฝีมือของช่างก็มีความสำคัญที่จะส่งผลให้ได้งานที่ดี  สิ่งสำคัญคือช่างจะต้องทำงานร่วมกับผู้ออกแบบอย่างเข้าใจกัน จึงจะทำให้งานสมบูรณ์ได้ในที่สุด

ภาพ   : วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร จ.ชลบุรี

ที่มาภาพ : เว็บธรรมะไทย  http://www.dhammathai.org/watthai/east/watyanasangwararam.php

งานของท่านเห็นถึงพัฒนาการสำคัญในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยในลักษณะของการรวมพื้นที่ใช้งานที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกันในกลุ่มอาคาร โดยยังรักษาแบบแผนสำคัญของฉันทลักษณ์ทางการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยไว้ได้ ภาพรวมในงานของท่าน เห็นได้ถึงพัฒนาการทั้งการออกแบบวางผังที่ต่างไปจากเดิมได้ และการออกแบบในการจัดพื้นที่ ที่มีความหลากหลายเข้าไว้ในอาคารเดียวกันได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการออกแบบของท่านในพื้นที่ต่างๆ ล้วนคำนึงถึงบริบทสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้เกิดผลงานการออกแบบที่สืบสานศิลปะสถาปัตยกรรมสำคัญให้สืบเนื่องต่อไป[18] 


[1] ซึ่งงานก่อสร้างบางแห่งอาจจะก่อสร้างเป็นรูปช้างแบบตรงตัว  แต่ในการออกแบบงานสถาปัตยกรรม จักต้องใช้ปรีชาญาณในการออกแบบคลี่คลาย จึงจะทำให้งานดังกล่าวไม่เป็นลักษณะสวนสนุกไป สร้างความหมายผ่านตัวงานที่ยังรักษาความเป็นสถาปัตยกรรมไว้ได้ จึงนับว่าเป็นการออกแบบอย่างแท้จริง-ความเห็นผู้เขียน

[2] รายละเอียดของผลงานชิ้นนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเก็บข้อมูลและเขียนไว้ในหนังสือ ชีวิติและผลงาน รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี  เล่ม 2 ,2561,หน้า 161-162.

[3] รายละเอียดงานออกแบบชิ้นนี้ ผู้เขียนได้เขียนไว้ในหนังสือ ชีวิติและผลงาน รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี  เล่ม 2 ,2561,หน้า 243-253.

[4]  สมคิด จิระทัศนกุล ,บนวิถีงานสร้างแห่ง ศาสตร์และศิลป์ ทางสถาปัตยกรรมของ น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น  ใน  สูจิบัตร นิทรรศการสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติ.จัดพิมพ์โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร,บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน), 2548, 238.

[5]  สำนักงาน กปร. , เข้าถึงใน https://www.rdpb.go.th/เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2566.

[6] สมคิด จิระทัศนกุล เล่มเดิม หน้า 220-221.

[7] ประติมา นิ่มเสมอ, พุทธศิลป์สถาปนิก ใน หนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ สถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติฯ จัดพิมพ์โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร,บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน),2548,174-177.

[8] ประติมา นิ่มเสมอ, เล่มเดียวกัน,158-169.

[9] ศรินยา โทณสุกุมาร , สืบสาน สรรค์สร้าง ทางไทย  ใน หนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ สถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติฯ จัดพิมพ์โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร,บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน),2548,253-254.

[10] ศรินยา โทณสุกุมาร , สืบสาน สรรค์สร้าง ทางไทย  ใน หนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ สถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติฯ จัดพิมพ์โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร,บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน),2548,268-269.

[11] ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้เคยลงพื้นที่สอบถามชุมชนรอบๆ พื้นที่ซึ่งกำลังทำการออกแบบอุโบสถ และนำเสนอแนวคิดร่างแบบเบื้องต้นให้ดู โดยทางชุมชนไม่ชอบงานที่เรียบเกลี้ยง หรือประยุกต์ แต่ต้องการอุโบสถที่มีช่อฟ้าใบระกา ทั้งยังแสดงความเห็นว่า โบสถ์ที่ปรับลักษณะไปแบบนั้น ไม่มีลวดลายไทยอย่างที่เคยทำกันมา จะมีเทวดาและสิงศักดิ์สิทธิ์มาสถิตได้อย่างไรกัน 

[12] วนิดา พึ่งสุนทร , ระเบียบวิธีและการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีในปัจจุบัน ใน หน้าจั่ว ฉบับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมไทย.ปีที่ 1,ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม 2547), 32-51.

[13] ประกิจ ลัคนผจง , บทความเรื่อง สถาปนิกหญิงแห่งชาติ  ใน หนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ สถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติฯ จัดพิมพ์โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร,บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน),2548,281-283.

[14] คำกล่าวว่าเป็นเรเนซองส์ทวารวดี คือคำกล่าวของ  ไมเคิล ไรท์ ฝรั่งผู้สนใจในประวัติศาสตร์และศิลปกรรมของไทย มีงานเขียนลงในนิตยสาร ศิลปวัฒธรรม .

[15] ประกิจ ลัคนผจง , สถาปนิกหญิงแห่งชาติ  ใน หนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ สถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติฯ จัดพิมพ์โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร,บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน),2548.290-292.

[16] เหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงการถวายงานของสมเด็จครูในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งในครั้งนั้น รัชกาลที่ 5 ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยในงานออกแบบ เพื่อพัฒนาแบบร่วมกับผู้ออกแบบ จนได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์และน่าทึ่งในทำนองเดียวกัน

[17] มรว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี และ วทัญญู เทพหัตถี, ช่างหลวง ผลงานสถาปัตยกรรมไทย ของหม่อมราชวงศ์.มิตรารุณ เกษมศรี,(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพ,2539), 379-398.

[18] สำหรับสำหรับข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับประวัติและผลงานของท่านสามารถ อ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ ช่างหลวง ผลงานสถาปัตยกรรมไทยของ หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี โดย ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์แน่งน้อย ศักดิ์ศรี และ วทัญญู เทพหัตถี ซึ่งจัดพิมพ์โดยสมาคมสถาปนิกสยาม เมื่อปี พ.ศ.2539


ข้อมูล : ประกิจ ลัคนผจง

ข้อมูลข้างต้น นำมาจากการทำรายงานเพิ่มเติม จากการส่งผลงานออกแบบเพื่อขอเลื่อนระดับวิชาชีพสถาปนิกจากชั้นภาคีไปเป็นชั้นสามัญ โดยยื่นเรื่องเสนอต่อสภาสถาปนิก เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2565 ได้รับการสอบสัมภาษณ์เดือนธันวาคม พ.ศ.2565 (สภาสถาปนิกให้ทำรายงานประกอบผลงานเพิ่มเติม ส่งรายงานครั้งแรก เดือนตุลาคม พ.ศ.2566 มีการขอให้แก้ไขรายงานและส่งใหม่อีกครั้งในเดือนเมษายน พ.ศ.2567) ได้รับพิจารณาเลื่อนขั้นพฤษภาคม พ.ศ.2567 และรับใบอนุญาต สิงหาคม พ.ศ.2567

TAG: