ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย กับกรณีศึกษาการออกแบบมณฑป

Home » ความรู้เรื่องวัดและพัฒนาการ » ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย กับกรณีศึกษาการออกแบบมณฑป

เพื่อให้เข้าใจถึงแนวทางในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยได้ โดยไม่ผิดธรรมเนียมประเพณี (//รายงานสำหรับนำเสนอสภาสถาปนิกฉบับนี้//) จึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มเติม  โดยกรมศิลปากรได้ให้ความหมายไว้ว่า ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย ควรหมายถึง การแสดงฐานะและตำแหน่งของบุคคลให้ปรากฏในสังคมโดยอาศัยรูปแบบและลักษณะทางศิลปะสถาปัตยกรรมไทยเป็นเครื่องบ่งชี้[1]

หนังสือ สถาปัตยกรรมไทย ปาฐกถาชุด “สิรินธร” ครั้งที่ 9 โดย อ.นิจ หิญชีระนันท์[2] ได้อธิบายถึงฐานานุศักดิ์ ของงานสถาปัตยกรรมว่า “เปรียบดั่งกริยามารยาททางสังคมไทย ที่เป็นระเบียบของสังคม สิทธิอันควรทางสังคม”

โดยอาจารย์ได้ยกตัวอย่าง ซึ่งในที่นี้ขอยกตัวอย่างมาบางส่วนดังนี้

.

ประตู : ทางเข้าพระที่นั่ง โบสถ์ วิหาร ที่ทำไว้เป็นสามช่องประตูนั้น ประตูกลางย่อมเป็นทางเฉพาะสำหรับเสด็จพระราชดำเนินเท่านั้น ขุนนาง ข้าราชการ ใช้แต่ประตูข้างดังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

หลังคา : หลังคาท้องพระโรงระดับเจ้าฟ้า มีมุขลดเป็นสองชั้น ส่วนท้องพระโรงระดับพระองค์เจ้าลงมา มีหลังคาชั้นเดียว

กำแพง: วังระดับเจ้าฟ้า ใช้ใบเสมา วังระดับพระองค์เจ้าลงมาไม่ใช้ใบเสมา

.

ทั้งนี้ผู้เขียนขอให้ความเห็นเพิ่มเติมดังนี้ โดยความหมายคือระดับ หรือลำดับชั้นของงานสถาปัตยกรรมไทย ความเหมาะสมทางการออกแบบในงานสถาปัตยกรรมไทย ให้สอดคล้องกับผู้เกี่ยวข้องในฐานะแห่งความเป็นเจ้าของ  เป็นผู้ใช้งานอาคารนั้น หรือเกี่ยวข้องโดยนัยยะ ความเหมาะสมดังกล่าวเทียบได้กับ อาภรณ์สำหรับบุคคลระดับชั้นต่างๆ ที่จะมีการกำหนดโดยทางระเบียบแบบแผนทางสังคมวัฒนธรรม เป็นสัญลักษณ์ขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ที่สื่อความหมายว่ามีระดับชั้นความสำคัญมากน้อยอย่างไร มีผลต่อการรับรู้ในการใช้งานต่อบุคคล หรือต่อพิธีกรรม

อาคารชนิดที่มีความสำคัญในเชิงฐานานุศักดิ์ ซึ่งสื่อสะท้อนถึงบุคคลระดับสูง มักจะเป็นอาคารที่มีทรงยอดด้านบนเรียวหวดฟ้าขึ้นไป อาทิ มณฑป ,ปราสาทยอด เป็นต้น ทั้งนี้ไม่นับเจดีย์ ซึ่งมีความคล้ายเพียงลักษณะทรง แต่หาได้มีคติทางการออกแบบตามแบบแผนประเพณีที่จะสื่อถึงฐานานุศักดิ์โดยตรง เว้นแต่จะมีเครื่องประดับยอดอีกชั้นหนึ่งจึงนับว่าเป็นฐานานุศักดิ์ของงานสถาปัตยกรรมชนิดนี้ แต่เจดีย์ก็มีคติการสร้างสรรค์ที่กำหนดใช้จำเพาะบุคคล ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคือ “ถูปารหบุคคล”  คือ บุคคลผู้ควรแก่การสร้างสถูปเจดีย์ไว้บูชา  หรือบุคคลผู้ควรแก่การสร้างสถูปหรือเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุไว้ เพื่อเป็นที่บูชาสักการะ กราบไหว้ด้วยความเลื่อมใส ด้วยสามารถเป็นพลวปัจจัยนำให้ผู้กราบไหว้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ตามกำลังศรัทธาเลื่อมใสได้ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลสี่จำพวกคือ  พระพุทธเจ้า ,พระปัจเจกพุทธเจ้า ,พระอรหันต์(พระตถาคตสาวก) และพระเจ้าจักรพรรดิ[4] ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่แท้จริงแล้วก็มีฐานานุศักดิ์ในการใช้งานด้วยเช่นกัน แต่คนภายหลังไม่ทราบคตินี้ จึงถือใช้โดยอนุโลมกันไป (//เจดีย์จึงมิใช่สิ่งที่จะบรรจุอัฐิบุคคลโดยทั่วไปดังที่เป็นเช่นทุกวันนี้//)

เฉพาะอย่างยิ่ง พระมหาปราสาท เป็นชนิดงานสถาปัตยกรรมที่สงวนไว้สำหรับพระมหากษัตริย์โดยตรงเท่านั้น เช่นพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท, พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นต้น เพราะมีรูปแบบตาม คติ สัญลักษณ์ ทางศิลปะสถาปัตยกรรมของเครื่องยอดชั้นสูงสุด ที่สื่อความหมายโดยตรงถึงองค์พระมหากษัตริย์ การออกแบบในวัดโดยทั่วไปจึงไม่สามารถกระทำได้ หากแต่มิได้หมายรวมถึงอาคารที่มีรูปแบบหลังคาทรงสูงเรียวขึ้นยอดทุกชนิด ซึ่งมณฑปก็คือหนึ่งในอาคารชนิดหนึ่งที่ต้องระมัดระวังในการออกแบบอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน ลักษณะอาคารที่มีทรงหลังคายอดเรียวแหลมขึ้นไปนี้ มีศัพท์ใช้เรียกในปัจจุบันด้วยว่า “กุฎาคาร”  ซึ่งก็คืออาคารทรงยอด หรือาคารเครื่องยอดนี้เอง

ในหนังสือเรื่อง ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย โดยกรมศิลปากร อธิบายความว่า อาคารเครื่องยอด ทุกประเภทจะใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ และงานทางด้านศาสนาเท่านั้น (คือใช้ได้สองลักษณะงาน-ผู้เขียน)  และยังอธิบายเฉพาะไว้อีกว่า  ปราสาทเครื่องยอดทรงมณฑปใช้ในงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณีที่มีความสำคัญสูงสุด ใช้กับอาคารทีมีเกียรติด้วยความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ …(อธิบายตามหลักงานสถาปัตยกรรมไทยคือ ยอดทรงบุษบก  หรือนักวิชาการบางท่านอาจเรียกรวบไปเป็น อาคารทรงยอดบุษบก-มณฑป) อาคารหลังคาที่เป็นทรงมณฑปมักใช้งานทางศาสนา เพื่อปกคลุมสิ่งเคารพบูชาสูงสุด[5] ซึ่งคำอธิบายนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้สงวนไว้เป็นการเฉพาะพระมหากษัตริย์ แต่อาจใช้ในทางศาสนาเพื่อสิ่งสำคัญยิ่งได้ด้วย  รายละเอียดของการใช้ลักษณะยอดอย่างบุษบก ยังมีข้อกำหนดในการใช้จำเพาะบุคคลโดยลำดับชั้นซ้อนของบุษบกด้วย อาทิ 3 ชั้นซ้อนใช้สำหรับสมเด็จพระสังฆราช เป็นต้น

ในที่นี้ผู้เขียนขออธิบายเพิ่มเติมว่า  มณฑป โดยหน้าที่ของอาคารใช้สำหรับประดิษฐานสิ่งสำคัญของวัด โดยมากตามขนบนิยมคือ พระพุทธบาท, พระบรมสารีริกธาตุ(ภายใต้บุษบก) ,พระไตรปิฎกหลวง ( เช่น ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ) แต่ทั้งนี้ มณฑปก็ยังใช้ประดิษฐานสิ่งสำคัญอื่นๆ ได้อีกด้วย อาทิ พระพุทธรูป เช่นในสมัยสุโขทัย ที่นิยมสร้างมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ทั่วไป หลังสำคัญที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ มณฑปประดิษฐานพระอจนะ แห่งวัดศรีชุม หรือมณฑปวัดตระพังทองหลาง แต่ทั้งนี้มณฑปโดยชื่อเรียกใช้สำหรับเรียกอาคารที่มีแผนผัง ( Plan ) เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่จะเป็นอาคารผนังทึบหรือมีเสาลอยโดยรอบ ถ้ายังอยู่ในแบบผังดังกล่าวล้วนเรียกว่า มณฑป  ในงานวิชาการประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ให้เรียกชื่ออาคารที่มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส นี้ว่า มณฑป  โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหลังคาทรงยอดเรียวแหลม ซึ่งตัวอย่างก็มีอยู่ในเมืองเก่าสุโขทัยหลายแห่ง ที่หลังคาอาคารในผังสี่เหลี่ยมแต่มีหลังคาทรงจั่วหรือทรงคฤห์ ก็เรียกว่า มณฑป ทั้งหมด[6]

ลักษณะอาคารที่สงวนไว้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินเป็นการเฉพาะ สื่อแสดงถึงฐานานุศักดิ์โดยตรง นอกเหนือจากปราสาทราชวังที่มียอดเป็นทรงบุษบกแล้ว  ยังมีอาคารที่ใช้ออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะกิจในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงของพระบรมวงศ์ อาทิ พระเมรุมาศ พระเมรุ ด้วย แท้จริงแล้วสถาปัตยกรรมเฉพาะกิจนั้น เรียกว่ามีทรงยอดอย่าง “บุษบก”   โดยบุษบก เป็นสถาปัตยกรรมไทยในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสเช่นกัน แต่เป็นเรือนโถง ที่โดยปกติมีขนาดไม่โตมากนัก สามารถให้คนขึ้นไปใช้งานได้เพียงคนเดียว แล้วแต่ลักษณะของการออกแบบ (และพระเมรุมาศ ตามจริงแล้วในอดีตมักสร้างเป็นปราสาทยอด หรือลักษณะอาคารปราสาทยอดปรางค์ มีลักษณะที่สื่อความหมายเชิงคติสัญลักษณ์ทางการออกแบบสำหรับสมมติเทพอย่างชัดเจนที่สุด ภายในประดิษฐานบุษบก  มายกเลิกการสร้างแบบปราสาทยอดในคราวรัชกาลที่ 5 เหลือเพียงพระเมรุยอดทรงบุษบก (ซึ่งก็คือองค์บุษบกที่เคยอยู่ภายในปราสาทยอดขนาดใหญ่) เพื่อให้เป็นการประหยัดเงินแผ่นดิน )[7]  

มณฑป ตามแบบแผนการสร้างอย่างประเพณี คืออาคารในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่มีส่วนหลังคาเป็นทรงเรียวแหลมขึ้นไป สามารถยกตัวอย่างให้เห็นชัดได้อาทิ พระมณฑป วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ , มณฑปพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี ทั้งสองตัวอย่างนี้ถือเป็นมณฑปแบบพระเพณีนิยมที่ชัดเจนที่สุด อนึ่งคำว่ามณฑปตามความหมายนี้ เป็นการเรียกใช้ในประเทศไทย ( เพราะในวัฒนธรรมร่วมภูมิภาคอาจมีคำเรียกจากรากศัพท์เดียวกัน แต่ให้ความหมายแตกต่างกันไปได้ ) ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์ รศ.ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ[8]  อาจารย์ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า มณฑปมิใช่อาคารสงวนไว้แต่เพียงพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างเท่านั้น วัดวาอารามที่มีสิ่งของสำคัญสามารถสร้างมณฑปเพื่อประดิษฐานได้  (แต่ผู้ออกแบบพึงระวังเรื่ององค์ประกอบประดับปลีกย่อยที่ต้องไม่ผิดหลักแห่งการออกแบบตามฐานานุศักดิ์สถาปัตยกรรมไทยของงานนั้นๆ – ความเห็นของผู้เขียน)

ภาพ :  ลักษณะบุษบกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เป็นลักษณะยอดที่นำไปใช้ในอาคารมณฑปที่มีฐานานุศักดิ์ชั้นสูง โดยเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์

ภาพซ้าย  : อาคารเครื่องยอดมณฑปหอพระไตรปิฎกวัดพระแก้ว กรุงเทพฯ

ภาพขวา :  มณฑปพระพุทธบาท จ.สระบุรี

แม้ว่ารูปแบบมณฑปอาจจะมีความแตกต่างออกไปจากแบบประเพณีนิยมตามตัวอย่างข้างต้น ดังได้กล่าวมาแล้ว แต่ภาพจำของผู้คนทั่วไป ก็อาจคิดว่ามณฑปต้องมีหน้าตาในลักษณะ พระมณฑปวัดพระแก้ว หรือมณฑปวัดพระพุทธบาท สระบุรี

ทั้งนี้จากการศึกษาค้นคว้าข้างต้นจะเห็นว่าลักษณะอาคารที่สงวนใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน และ อาคารเครื่องยอดที่สามารถออกแบบโดยปกติในศาสนสถานได้ มีความคล้ายกันอย่างมากจนคนทั่วไปอาจจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ สรุปให้ง่ายขึ้นคือ งานออกแบบอาคารเครื่องยอดในทรงปราสาทยอดอย่างบุษบก นับว่าเป็นงานที่(ควร)สงวนใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น ส่วนอาคารเครื่องยอดอื่น ควรระวังความเหมาะสมในการใช้งานแต่สามารถออกแบบใช้ได้กับงานที่เนื่องในพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ และขอยกตัวอย่างงานออกแบบที่อาคารเครื่องยอดให้เห็นภาพเพิ่มเติมดังนี้

ภาพ :  หอพระประจำเมือง จ.สมุทรสาคร

ที่มาภาพ : หนังสือ สถาปัตยกรรมไทยและศิลปะลายไทยเรื่องเครื่องยอดในสถาปัตยกรรมไทย จัดพิมพ์โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ,2561.

หอพระประจำเมือง จ.สมุทรสาคร  ออกแบบโดย  ประเวศ ลิมปรังษี ศิลปินแห่งชาติ เป็นงานออกแบบอาคารเครื่องยอด ในลักษณะจตุรมุขยอดเจดีย์ ถือเป็นงานใช้เกี่ยวเนื่องในทางพระพุทธศาสนา โดยอาคารดูคล้ายทรงปราสาท แต่ลักษณะยอดมิได้เป็นทรงบุษบก อันเป็นเครื่องประกอบฐานะชั้นสูงของพระมหากษัตริย์

ภาพ :  พระที่นั่งชัยมังคลาภิเษก ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษามหามงคล 5 รอบ (รัชกาลที่ 9)

ที่มาภาพ : หนังสือ สถาปัตยกรรมไทยและศิลปะลายไทย เรื่องเครื่องยอดในสถาปัตยกรรมไทยจัดพิมพ์โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ,2561.

ภาพงานออกแบบพระที่นั่งชัยมังคลาภิเษก ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษามหามงคล 5 รอบ (รัชกาลที่ 9 ออกแบบโดย  ประเวศ ลิมปรังษี  ศิลปินแห่งชาติ เป็นอาคารเครื่องยอดในลักษณะปราสาทยอดมณฑป  ซึ่งใช้ยอดทรงบุษบกอันเป็นเครื่องประกอบฐานานุศักดิ์สำหรับพระเจ้าแผ่นดินอย่างชัดเจน

เพื่อให้เห็นถึงพัฒนาการของการออกแบบสถาปัตยกรรมประเภท มณฑป ในปัจจุบันได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นผู้เขียน ขอศึกษาและทำความเข้าใจผ่านงานออกแบบของครูที่เป็นผู้ให้ความรู้ในการเรียนงานสถาปัตยกรรมไทย เพื่อนำไปสู่การอธิบายงานออกแบบของตนเอง ที่ได้รับโอกาสให้ทำถวายไว้สำหรับบวรพุทธศาสนา

//ปราสาทยอดมณฑป ถือเป็นอาคารที่วัดวาอารามนิยมนำไปก่อสร้างกันอย่างมาก ซึ่งตามจริงหากพิจารณาจากข้อมูลที่ผู้เขียนศึกษานี้ จะเห็นได้ว่ามีความอ่อนไหวต่อคำว่า “ไม่เหมาะสมในฐานานุศักดิ์” อย่างมากทีเดียว ที่ผู้เขียนได้เคยเปรียบเทียบไว้ว่าฐานานุศักดิ์เปรียบได้กับอาภรณ์ที่สวมใส่ให้สถาปัตยกรรมไทย หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนประชาชนโดยทั่วไปอยากใส่มงกุฎหรือชฎา หรือสวมใส่เสื้อคลุมที่ใช้ประกอบพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับการชั้นสูง การที่คนทั่วไปจะใส่เครื่องทรงหรือชุดทำนองนี้ได้ นอกจากในละครหรือลิเกแล้ว ในการใช้ชีวิตปกติทั่วไป เห็นจะเป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งวัดบางแห่ง นำองค์ประกอบอันเป็นเครื่องประดับงานสถาปัตยกรรมไทยที่ใช้ในงานพระราชพิธีชั้นสูงมาประดับประกอบอาคารด้วยแล้ว เพราะเข้าใจแต่ในมิติของความสวยงามเพียงอย่างเดียว ไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นมีฐานานุศักดิ์ในการใช้งานอย่างมีนัยยะ ก็ยิ่งมีความสุ่มเสี่ยงต่อความเหมาะควร จนไม่แน่ใจว่าจะสามารถทักท้วงกันได้หรือไม่อย่างไร//

กรณีศึกษางานออกแบบมณฑปในปัจจุบัน

มณฑป เป็นงานสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในผังพื้นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีผนังก่อรอบทั้งสี่ด้าน และมีช่องเปิดให้เข้าไปสักการะสิ่งสำคัญภายใน แล้วแต่สถานที่นั้นๆ ว่าจะมีสิ่งสำคัญภายในเป็นสิ่งใด โดยมากจะหมายความถึงพระพุทธเจ้า หรือสื่อความหมายถึงพระพุทธเจ้าในฐานะเครื่องระลึก ตัวอย่างงานออกแบบอาคารชนิดนี้ในปัจจุบัน มีพัฒนาการของการออกแบบสร้างสรรค์ ที่น่าสนใจ  ซึ่งขอยกมาเป็นตัวอย่างสำหรับการศึกษาเรียนรู้ดังนี้

1. มณฑป วัดสะแล่ง (วัดป่าสุคันธรรมาราม) อ.ลอง จ.แพร่[9] ออกแบบโดย ศ.สมคิด จิระทัศนกุล ซึ่งประดิษฐานพระสำคัญไว้ภายใน (จำลองจากองค์จริงของทางวัด ประดิษฐานไว้เป็นประธานในมณฑป )  รูปแบบเป็นอาคารในผังพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส ยอดเป็นหลังคาปั้นหยาซ้อนชั้น ยกคอหลังคาชุดบนขึ้น  ถือว่าเป็นมณฑปที่มีลักษณะรูปแบบพิเศษเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังคงอยู่ในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสอย่างชัดเจน โดยมณฑปหลังนี้วางตำแหน่งไว้ตามแบบแผนประเพณีนิยม คืออยู่ในแนวแกนสำคัญร่วมกับอาคารด้านหน้า โดยสถาปนิกผู้ออกแบบได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์ของวัด ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ตั้ง ศิลปกรรมสำคัญ อันเป็นบริบทของงานออกแบบสำคัญทุกส่วน เพื่อนำมาศึกษาวิเคราะห์ประมวลผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แห่งงานออกแบบ ที่สัมพันธ์กับทั้งตัววัดเอง และศิลปวัตถุสำคัญ ซึ่งงานออกแบบโดยมากของ ศ.สมคิด จิระทัศนกุล จะมีความโดดเด่นในเรื่องของแนวคิดที่ก่อร่างสร้างรูปขึ้นจากสาระทางพุทธธรรม ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม ประกอบกับความร่วมสมัย และแสดงออกเป็นผลงานที่มีความลุ่มลึกทางความคิดและการออกแบบอย่างมาก ศ.สมคิด ได้ให้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วยว่า มณฑปที่เป็นลักษณะเครื่องยอดในลักษณะบุษบกนั้น สามารถออกแบบได้ หากสิ่งที่อยู่ภายใต้นั้น แทนความหมายถึงพระพุทธเจ้า หรือพระรัตนตรัยครบองค์ 3 เพราะถือว่าเป็นไปตามคติประเพณีที่มีมา มิได้จำเพาะว่าจะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างเท่านั้น แต่หากงานดังกล่าว ควรสอดคล้องกับคติ (สื่อความหมายถึงแกนกลางเขาพระสุเมรุ อันเป็นแนวแกนสำคัญที่มีความเกี่ยวโยงกับทั้งคติของพระมหากษัตริย์ และพระโพธิสัตว์ที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า-ขยายความโดยผู้เขียน) 

ทั้งนี้มณฑปวัดสะแล่ง เป็นสถาปัตยกรรมที่สื่อความหมายเชิงคติสัญลักษณ์ที่องค์พระพุทธรูปสำคัญประทับอยู่ในแนวแกนตามคติด้วยเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า รูปแบบทางสถาปัตยกรรม ประเภทของสถาปัตยกรรม (ในที่นี้คือมณฑป) จะเป็นทั้งสิ่งที่ทำหน้าที่ทั้งในระดับการใช้งานปกติคือประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญประการหนึ่ง กับระดับใช้งานเชิงคติสัญลักษณ์ อันสื่อความหมายโดยนัยยะตามกล่าวข้างต้นควบคู่กัน หากสิ่งที่ต้องการออกแบบสอดคล้องกับสาระดังกล่าว ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้ผิดไปจากแบบแผนประเพณีแห่งการสร้างสรรค์

ภาพ :  มณฑปวัดสะแล่ง อ.ลอง จ.แพร่ / สถาปนิก ศ.สมคิด จิระทัศนกุล

ที่มาภาพ : https://cbtthailand.dasta.or.th/webapp/relattraction/content/1618/

2. พระมหามณฑป วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ[10] ออกแบบโดย ศาสตราภิชาน พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ ประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ ซึ่งเป็นพระทองคำทั้งองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นพระโบราณพุทธลักษณะแบบสุโขทัย ที่ประชาชนมีศรัทธาและเคารพนับถืออย่างมาก ภาพรวมของงานชิ้นนี้ จัดได้ว่ารักษารูปแบบประเพณีนิยมไว้อย่างชัดเจน ดังปรากฏเป็นรูปแบบมณฑปยอดบุษบก ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบฐานานุศักดิ์ชั้นสูงสุดของพระมหากษัตริย์  แต่ได้มีการลดองค์ประกอบบางจุดเพื่อมิให้ตรงกับองค์ประกอบที่ใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินโดยตรง (ภาพรวมจึงอาจดูคล้ายกับงานเนื่องในพระมหากษัตริย์ แต่ทางผู้ออกแบบได้กำหนดแนวทางไว้แล้วว่าจะต้องออกแบบอย่างไร ให้ไม่ขัดต่อฐานานุศักดิ์ของอาคาร) นอกจากนั้นเหตุผลประกอบในการเลือกใช้ยอดลักษณะนี้ยังเป็นเพราะ เป็นงานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอันสื่อความถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งสามารถทำเครื่องยอดในลักษณะนี้ได้ รวมถึงเป็นงานที่ทำเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ด้วย โดยแนวคิดในการออกแบบเครื่องยอดในลักษณะทรงบุษบกนี้อาจเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะสามารถทำได้หรือไม่  อ.ก่อเกียรติ ทองผุด (ผู้ช่วยในงานออกแบบ) ได้อธิบายว่าท่านอาจารย์อาวุธได้ให้ข้อคิดประการหนึ่งว่า …เครื่องยอดในลักษณะนี้สามารถทำได้ เพราะคำนึงถึงฐานานุศักดิ์แล้วว่าเหมาะสมสำหรับอาคารดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น หากมองว่าเป็นงานที่ทำได้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น  ก็จะไม่มีโอกาสได้ทำกันต่อในอนาคต.. 

รูปแบบอาคารจึงได้รับการออกแบบเป็นมณฑปยอดบุษบก มีการต่อมุขออกมาในแต่ละด้าน  และยังซ้อนชั้นฐานรับอาคารขึ้นไปสูงมาก เพื่อให้พื้นที่ฐานตอนล่างสามารถใช้งานตามความต้องการได้อย่างพอเพียง รวมถึงมีระบบทางสัญจรแนวตั้ง คือลิฟต์ รองรับการสัญจรขึ้นไปถึงลานประทักษิณชั้นบน กล่าวได้ว่าเป็นมณฑปทรงลักษณะยอดบุษบก ที่มีองค์ประกอบใช้งานหลากหลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน ทั้งนี้ทำให้พระพุทธรูปทองคำได้รับการประดิษฐานอย่างสมเกียรติ และเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นทั้งหมุดหมายตา และหมุดหมายใจในความเคารพศรัทธาทั้งต่อชุมชน และผู้คนทั่วไปได้ตามที่ผู้ออกแบบตั้งใจอย่างแท้จริง

ภาพ :  พระมหามณฑป พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพฯ / สถาปนิก ศาสตราภิชาน พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ

3. มณฑปยอดเจดีย์ วัดจันเสน  จ.นครสวรรค์ ออกแบบโดย อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ ถือเป็นการออกแบบผสมผสานรูปแบบมณฑปและเจดีย์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยมีฐานรับขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมา ถือเป็นรูปแบบมณฑปที่มีความพิเศษตรงที่รูปแบบโดยรวม มีลักษณะเหมือนเจดีย์ทรงฐานสูงตั้งอยู่บนฐานรับขนาดใหญ่อีกหนึ่งชั้น  ซึ่งส่วนฐานสูงนั้นเป็นห้องประดิษฐานหลวงพ่อนาค ซึ่งจำลองมาจากองค์จริงที่ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถของทางวัด ทำให้พื้นที่ตอนล่างของเจดีย์ใช้ประโยชน์ได้ด้วย องค์เจดีย์ที่เป็นสัญลักษณ์มิได้ใช้งานเชิงพื้นที่จริง จึงได้รับการออกแบบให้เล็กลง แต่มีความสูงสง่าผ่านองค์ประกอบรองรับด้านล่างทั้งหมด จะเห็นได้ว่าส่วนพื้นที่ใช้สอยของมณฑป ได้รับการออกแบบให้ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ เพื่อให้ผู้คนโดยทั่วไปสามารถเข้าไปกราบไหว้ได้ ตอนบนของมณฑปเป็นลักษณะเจดีย์ ซึ่งโดยคติแล้วเป็นนัยยะสำคัญที่สื่อถึงสถูปอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อันมีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย แม้การก่อสร้างเจดีย์ในประเทศไทย ก็เป็นการรำลึกในทำนองเดียวกัน และมักจะประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในเรือนธาตุหรือองค์ระฆังของเจดีย์ไว้ด้วย ความสำคัญจึงเป็นทั้งรูปสัญลักษณ์และสิ่งที่ประดิษฐานอยู่ภายในร่วมกัน   

ส่วนอาคารที่รับมณฑปยอดเจดีย์ มีลักษณะเป็นฐานประทักษิณ ที่มีองค์ประกอบหอระฆังประกอบผังร่วมกับมณฑปทั้งชุด โดยด้านล่างส่วนฐานทั้งหมด  กำหนดให้พื้นที่รอบๆ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวัตถุโบราณสมัยทวารวดี เห็นความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรม ซึ่งส่งผลสำคัญต่อการออกแบบพระมหาธาตุเจดีย์องค์นี้  นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงมรดกวัตถุของชุมชนจันเสน  เพื่อเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบันไว้ด้วย ทั้งยังใช้ประกอบกิจกรรมอเนกประสงค์ได้ตามต้องการ การออกแบบโดยให้มีพื้นที่ใช้งานหลายส่วนอยู่ร่วมกันนี้ สถาปนิกได้ใช้วิธีการแบ่งพื้นที่แบบไทย ที่แยกโดยระดับ เพื่อให้สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องกั้นพื้นที่ จึงเกิดการเลื่อนไหลของที่ว่าง (Flow of space ) อย่างต่อเนื่อง การออกแบบในทีแรกดูเหมือนจะเป็นงานที่ดูล้ำหน้าไปมากกว่าชุมชนอันเป็นชนบท แต่ในท้ายที่สุดแล้วสิ่งนี้กลับเป็นพลังสำคัญในการสร้างศรัทธาและความเจริญให้แก่ชุมชนจันเสนในเวลาต่อมา ซึ่ง อ.วนิดาได้เคยกล่าวกับผู้เขียนว่า เราไม่ได้สร้างสถาปัตยกรรมให้พอดีสำหรับวันนี้ แต่เราสร้างให้สำหรับอนาคต และทุกวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชน ได้สัมฤทธิ์ผลตามที่ผู้ออกแบบได้คาดการณ์ไว้แล้วโดยแท้จริง

ภาพ :  พระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ / สถาปนิก วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ

4. อุโบสถเจดีย์ วัดป่าธรรมคีรี จ.นครราชสีมา ออกแบบโดย อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ  (งานอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง-พ.ศ.2566)  ถือเป็นพัฒนาการทางการออกแบบต่อเนื่องจากการออกแบบสถาปัตยกรรมมณฑปยอดเจดีย์ครั้งแรกๆ ที่วัดจันเสน พัฒนาไปสู่งานในลักษณะเดียวกันอีกหลายแห่ง จนกระทั่งนำมาสู่งานออกแบบชิ้นนี้ ที่มีความซับซ้อนของรูปแบบ และองค์ประกอบอาคารมากขึ้น แต่ตอนบนจะเห็นได้ชัดว่า ยังได้รับการออกแบบเป็นลักษณะเจดีย์หลักที่ตั้งอยู่บนมณฑป  แต่มีส่วนยอดเป็นทรงเจดีย์อีสาน หรือธาตุอีสาน  งานออกแบบชิ้นนี้เจดีย์ที่ตั้งอยู่ตอนบนของฐานสูง ประกอบเข้ากับชุดหลังคามณฑปเป็นเนื้อเดียวกัน  ลักษณะมณฑปในผังสี่เหลี่ยมที่มียอดหลังคาเป็นองค์เจดีย์ เป็นลักษณะงานออกแบบเฉพาะตัวของสถาปนิกท่านนี้เสมอมา  เพียงแต่การใช้งานของฐานรับทั้งหมด(อาคารรับด้านล่าง) ซึ่งมีส่วนหลังคาเป็นลานประทักษิณ เป็นพื้นที่สังฆกรรม(อุโบสถ) และปรับเปลี่ยนใช้งานในลักษณะวิหาร หรืออเนกประสงค์ได้ ตามแต่ทางวัดต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เหมาะสมตามยุคสมัย  และเป็นการออกแบบพื้นที่ให้มีการใช้งานได้หลากหลาย เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังทำให้อุโบสถในแบบเดิมที่อาจใช้งานเป็นบางเวลา สามารถใช้งานได้ทุกวัน   การออกแบบงานชิ้นนี้ มีความพิเศษไปจากเดิมที่มีมาคือในส่วนชั้นฐานรับซึ่งเป็นอุโบสถ จะมีชั้นลอยเพื่อรองรับการใช้งานสำคัญตามโอกาสพิเศษ ร่วมกับมีลิฟต์พาขึ้นสู่ชั้นดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับพระผู้ใหญ่ และสามารถเดินต่อเนื่องขึ้นสู่ลานประทักษิณชั้นบนได้  ในการใช้งานปกติทั่วไป จะขึ้นชั้นบนจากชุดบันไดในแนวแกนกลางทางด้านหน้า ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นซุ้มหลังคารับจากชั้นล่างขึ้นไปถึงศาลาโถงชั้นบน   ถือเป็นการออกแบบที่ค่อนข้างยากในการถ่ายน้ำหนักหลังคาบนความลาดชัน ที่โดยมากมักจะไม่สามารถแก้ไขจังหวะการซ้อนและถ่ายเทมวลหลังคาให้ดูสมดุลงดงามได้  แต่ อ.วนิดา ได้ออกแบบให้เห็นแล้วว่า ด้วยกลวิธีทางการออกแบบที่ดี จะสามารถทำได้ ซึ่งตรงกับคำสอนของท่านที่ว่า งานออกแบบสถาปัตยกรรมไทย สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือลีลาของงาน ที่ก่อให้เกิดจังหวะที่อ่อนช้อยงดงามได้ อันเป็นลายมือจำเพาะบุคคล ที่แตกต่างกันไป

ภาพที่  : มณฑปยอดเจดีย์ วัดป่าธรรมคีรี (ฐานล่างเป็นพื้นที่อุโบสถ) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา / สถาปนิก วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ

ที่มาภาพ : สถาบันศิลปสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยศิลปากร

5. วิหารหลวงพ่อสาคร หรือ มณฑปยอดเจดีย์ (หลวงพ่อสาคร) วัดหนองกรับ  (เรียกวิหารหลวงพ่อสาคร ตามการออกแบบเดิมที่เคยมีวิหารประกอบอยู่ด้านหน้า) ออกแบบโดยผู้เขียน (โดยบริษัทพีพลัสไทยสตูดิโอจำกัด ) เป็นการสื่อความหมายตามคติการสร้างมณฑป ที่โดยปกติสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานสิ่งสำคัญของวัด หรือสิ่งที่วัดให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ในที่นี้สื่อความหมายถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบองค์รัตนตรัย คือตอนบนประดิษฐานพระพุทธสำคัญของทางวัด เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปที่หลวงพ่อสร้างไว้เองครั้งยังดำรงธาตุขันธุ์   และมีสัญลักษณ์ศิลปกรรมสื่อความหมายพระธรรมอยู่ประกอบสัญลักษณ์ของพระพุทธ ถัดลงมามีตำแหน่งประดิษฐานหลวงพ่อสาครบนแท่นรับหินอ่อน แทนความหมายแห่งพระสงฆ์ อยู่เบื้องล่างสุดในระดับที่พุทธศาสนิกชนเข้ามาสักการะและเห็นสังขารหลวงพ่อได้  หลวงพ่อสาครเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง ศิษย์หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ท่านมีผู้นับถือมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ถือได้ว่าเป็นการออกแบบจัดวางอย่างครบองค์คุณแห่งพระรัตนตรัย และเห็นโดยลำดับทางแนวคิดที่สัมพันธ์กับการเลือกใช้ชนิดงานสถาปัตยกรรม เลือกใช้องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องเพื่อสื่อนัยความหมายอันสำคัญ ที่เกี่ยวเนื่องในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าช่วยทำหน้าที่สื่อสารถึงความสำคัญถึงสิ่งที่ประดิษฐานอยู่ภายในอาคารได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ทั้งนี้ยอดมณฑป เป็นสิ่งที่อาจจะแปลกตาออกไปจากที่เคยเห็นในมณฑปมาตรฐานทั่วไป แต่มิใช่ว่าจะไม่เคยมีการทำมณฑปยอดเจดีย์มาก่อน ตัวอย่างเช่นในสมัยอยุธยาได้เคยทำมณฑปยอดเจดีย์มาแล้ว อาทิเช่น  มณฑปวัดพระฉาย จ.สระบุรีสระบุรี ซึ่งเป็นยอดเจดีย์ 5 ยอด เป็นอาคารในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสทึบ นอกจากนั้นพัฒนาการของการทำมณฑปยอดเจดีย์ ยังมีให้เห็นในปัจจุบันอย่างเช่น งานครู อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ ที่ได้ทำมณฑปยอดเจดีย์มาแล้วมากมายหลายแห่ง ดังที่ได้ยกตัวอย่างบางชิ้นไปแล้วในเนื้อความที่ผ่านมาข้างต้น (มณฑปยอดเจดีย์วัดจันเสน จ.นครสวรรค์   มณฑปยอดเจดีย์ ในงานอุโบสถเจดีย์ธรรมคีรี วัดป่าธรรมคีรี จ.นครราชสีมา ) ซึ่งกลวิธีทางการออกแบบ มณฑปยอดเจดีย์ในงานของผู้ออกแบบแต่ละท่าน หรือแต่ละยุคสมัยนั้นจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันไป ตามแต่ความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละยุค และอาจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการก่อสร้างจะเอื้ออำนวยให้การออกแบบสามารถเดินไปได้มากน้อยขนาดไหนด้วย

ภาพที่  54 : มณฑปยอดเจดีย์ วัดพะรพุทธฉาย จ.สระบุรี

ที่มาภาพ : https://th.trip.com/moments/detail/mueang-saraburi-1447134-15856269?locale=th-TH

งานออกแบบที่วัดหนองกรับนั้น รูปแบบเป็นมณฑปยอดเจดีย์ ซึ่งโดยความหมายนั้น เจติยะ ในภาษาบาลี หมายความว่า เครื่องระลึกถึง อันสื่อความหมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเนื่องมาจากการสร้างสถูปครั้งพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ที่เมืองกุสินารา   ซึ่งเป็นประเพณีนิยมในสมัยนั้นที่จะมีการสร้างสร้างมูลดินเก็บอัฐิบุคคลสำคัญระดับกษัตริย์เป็นต้นแบบ ซึ่งพระพุทธเจ้าเองได้รับการยกไว้สูงสุดในทำนองเดียวกัน โดยสมัยพุทธกาล การสร้างสถูปนั้น พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสไว้ว่าเป็นการสร้างขึ้นสำหรับบุคคล 4 ประเภท ซึ่งเป็นผู้ควรแก่การสร้างสถูปไว้บูชา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ[11]  ลักษณะของสถูปหรือเจดีย์จึงเป็นสิ่งที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการล่วงไปของบุคคลสำคัญ (หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ในภาษาชาวบ้านว่าเป็นสถาปัตยกรรมสื่อความหมายแห่งความตายของบุคคลสำคัญ)

ด้วยเหตุแห่งการเป็นมานี้ ทางผู้เขียนจึงได้นำมาพิจารณาเป็นแนวคิดในการออกแบบ มณฑปยอดเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของหลวงพ่อสาครที่ได้สร้างไว้ก่อนท่านมรณภาพ และเป็นเครื่องแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งการล่วงไปแห่งพระสาวกของพระพุทธเจ้าดังพระตถาคตตรัสไว้ครั้งดำรงพระชนม์ชีพ และด้วยความนิยมโดยส่วนตัวของหลวงพ่อสาคร ในการสร้างถาวรวัตถุในวัดที่ล้วนแต่ขึ้นเครื่องยอดโดยมากทั้งสิ้น แม้ซุ้มประตูเข้าวัดขนาดใหญ่ ท่านก็ยังกำหนดให้เป็นยอดเจดีย์ด้วยเช่นกัน จึงเห็นควรในการออกแบบมณฑปยอดเจดีย์เพื่อระลึกถึงองค์คุณหลวงพ่อตามเหตุที่กล่าวมาแล้ว  และด้วยเทคโนโลยีทางการก่อสร้างในปัจจุบัน ที่เราสามารถนำคอนกรีตเสริมเหล็กมาเป็นแกนกระดูกทางโครงสร้าง แทนงานเครื่องก่อเครื่องไม้ได้แล้ว จึงทำให้สามารถออกแบบรูปทรงและที่ว่าง ให้ส่งเสริมการใช้งานภายในได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดีการวางระบบโครงสร้างผู้เขียนจำเป็นต้องกำหนดแนวทางไว้ให้วิศวกร เพื่อมิให้เกิดโครงสร้างที่กระทบต่อรูปแบบและที่ว่างที่ต้องการ แต่แม้ว่าจะได้กำหนดลักษณะโครงสร้างไว้ก่อนแล้ว แต่ที่สุดก็ต้องมีการประชุมและพูดคุยกับวิศวกรถึงความเป็นไปได้  เนื่องจากวิศวกรโดยมากหากไม่เคยทำงานสถาปัตยกรรมไทย ก็จะออกแบบระบบโครงสร้างไปตามความเคยชิน ซึ่งในงานสถาปัตยกรรมไทยหากจะได้ลักษณะงานที่สมบูรณ์ดีนั้น จำเป็นต้องมีการคิดวางระบบโครงสร้างให้สอดรับกับสถาปัตยกรรมทั้งโดยรูปแบบและที่ว่าง ให้ไม่รบกวนกัน

ทั้งนี้ในงานออกแบบเดิมด้านหน้ามณฑปจะเป็นวิหารใหญ่อีกหนึ่งหลัง เชื่อมด้วยชุดหลังคาทำนองอย่างมุขกระสันระหว่างมณฑปและวิหาร แต่ภายหลังทางวัดเห็นว่าจะสิ้นเปลืองงบประมาณมากเกินไป จึงให้ระงับงานออกแบบก่อสร้างวิหารด้านหน้า คงเหลือเพียงองค์มณฑปสำคัญไว้ และผู้ออกแบบได้ทำมุขทรงปะรำต่อเข้าเพื่อเป็นโถงทางเข้าแทนวิหารเดิม  แต่ทางวัดยังคงเรียกอาคารหลังนี้ตามเดิมว่า วิหารหลวงพ่อสาคร ทั้งนี้งานตกแต่งต่างๆ จะเป็นลักษณะแบบแผนอย่างไทยในส่วนสำคัญ และประยุกต์ตกแต่งคลี่คลายออกในพื้นที่รอบนอก ผ่านองค์ประกอบ และสีสันที่นำมาใช้  โดยคำนึงถึงการแสดงถึงการเคารพบูชา พระรัตนตรัยอย่างครบสมบูรณ์ทั้งสามองค์ เพื่อให้สอดรับกับรูปแบบทางสถาปัตกยรรมที่เลือกใช้ในการออกแบบครั้งนี้ และยังแสดงถึงงานสถาปัตยกรรมไทยสามารถออกแบบสร้างสรรค์ได้ ต่อยอดจากอดีตเพื่อก้าวสู่อนาคตข้างหน้าต่อไป

ภาพที่  55 : วิหารหลวงพ่อสาคร (มณฑปยอดเจดีย์) วัดหนองกรับ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง / สถาปนิก ประกิจ ลัคนผจง บริษัทพีพลัสไทยสตูดิโอจำกัด

จากตัวอย่างงานมณฑปข้างต้น จะเห็นได้ว่าความเป็นมณฑป คืออาคารที่มีหลังคาเรือนยอด แม้จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันทั้งสามชิ้น แต่อยู่ในแบบแผนความเป็นมณฑปเหมือนกันคือ อาคารในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีผนังปิดล้อม และประดิษฐานสิ่งสำคัญไว้ภายใน ซึ่งสิ่งสำคัญดังกล่าวอาจต่างกันในสิ่งที่ประดิษฐานภายใน แต่มีความเหมือนกันคือ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อศรัทธาสาธุชนที่จะน้อมกราบไหว้ด้วยความเคารพบูชาทั้งสิ้น ซึ่งตรงกับนิยามความหมายของฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมของชนิดอาคารเครื่องยอด (โดยกรมศิลปากร)  ที่นำเสนอไว้ในข้อมูลข้างต้น

มณฑป โดยมากในปัจจุบันอาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นได้เหมือน อุโบสถ วิหาร แล้ว เนื่องจากวัดทั่วๆไป จะจัดสร้างอาคารตามความจำเป็นเท่านั้น การสร้างอาคารสถาปัตยกรรมไทยชนิดอื่นๆ  นอกเหนือจากอาคารที่มีการใช้งานปกติพื้นฐานจึงต้องมีความพร้อมและจำเป็นในการใช้งานจริงๆ  เพราะต้องอาศัยปัจจัยในการก่อสร้างและทำนุบำรุงตามมา  ด้วยรูปแบบของมณฑปจะมีความซับซ้อนในส่วนของงานเครื่องหลังคา มีความยากในทางโครงสร้าง และยังเป็นภาระทางด้านค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าอาคารที่มีหลังคาจั่วปกติธรรมดาโดยทั่วไปอีกด้วย  แต่หากทางวัดมีความพร้อมและมีเหตุอันควรแก่การออกแบบก่อสร้าง ก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ผู้ออกแบบต้องมีความเข้าใจองค์ประกอบศิลปกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับฐานานุศักดิ์เป็นอย่างดี เพื่อให้ไม่ผิดไปจากความเหมาะควร และรักษาระเบียบและฉันทลักษณ์ของการออกแบบในงานสถาปัตยกรรมไทยไว้ได้ แม้ว่ามณฑปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทรงหลังคาแบบบุษบกจะเป็นอาคารที่ค่อนข้างมีฐานานุศักดิ์สูง แต่การออกแบบด้วยความเข้าใจอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่ทำได้ หาไม่แล้วก็จะไม่สามารถออกแบบสร้างสรรค์ งานสถาปัตยกรรมไทยชนิดนี้ต่อไปได้อีก ยิ่งกว่านั้น ศาสตราภิชาน พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ ยังเห็นควรให้มีการออกแบบอาคารชนิดนี้ต่อไปอีก โดยพิจารณาในรายละเอียดของการออกแบบให้เหมาะสมแก่ฐานานุศักดิ์ของอาคารที่มีต่อการออกแบบนั้นๆ เพื่อธำรงรักษาลักษณะงานสถาปัตยกรรมไทยประเภทนี้ให้คงอยู่ต่อเนื่องสืบไป[12]  ดังเช่น การออกแบบพระมหามณฑปวัดไตรมิตร ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

สรุป

จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ในระยะเวลากว่าหนึ่งปี นับแต่ได้รับมอบหมายจาก คุณอุดมศักดิ์ ตั้งอมรศิริ (//กรรมการสอบเลื่อนระดับขั้นจากสภาสถาปนิก//) ที่ให้ผู้เขียนได้ศึกษาหาข้อมูลอันเกี่ยวเนื่องกับความรู้เรื่องวัด และพัฒนาการของงานออกแบบสถาปัตกรรมไทยประเภทวัดวาอาราม ผู้เขียนเองได้ทบทวนองค์ความรู้ที่ตนมี ผ่านข้อมูลงานสอนในวิชาสถาปัตยกรรมไทย และสรุปเป็นองค์ความรู้ในส่วนที่ 1 โดยรายละเอียดนั้นสามารถหาอ่านได้จากตำราหนังสือประกอบได้  และทำการรวบรวมข้อมูลงานสถาปัตยกรรมไทย ทั้งส่วนที่ใช้เป็นข้อมูลงานสอนในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ และการทำงานจริงตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโดยมากได้ทำงานออกแบบสถาปัตยกรรมไทย ประเภทวัดวาอารามเป็นหลักสำคัญ ทั้งที่ได้เป็นสถาปนิกร่วมทำงานกับครูอาจารย์หลายท่าน ซึ่งเมตตาให้โอกาสอย่างมาก ในการร่วมคิดและออกแบบร่วมกัน ดังได้กล่าวไว้ในข้อมูลข้างต้น และงานที่ได้ทำร่วมกับลูกศิษย์หลายคนที่มาช่วยในการทำงาน หลายต่อหลายชิ้น ซึ่งได้ทำงานโดยเปิดโอกาสให้ได้คิดและออกแบบร่วมกัน ในทำนองเดียวกับที่เคยได้รับโอกาสจากครูอาจารย์ของผู้เขียน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการส่งต่อความรู้ความเข้าใจ จากรุ่นสู่รุ่นต่อไป ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนที่ไม่อาจหาอ่านจากหนังสือเล่มใดเป็นการเฉพาะได้ 

(//ภาพประกอบลายเส้นในรายงานฉบับนี้ยังได้ลูกศิษย์มาช่วยเขียนแบบปรับปรุงขึ้นจากลายเส้นเดิม ตามที่อ้างอิงไว้ โดยใช้เวลาหลายเดือนจึงสำเร็จเรียบร้อยลงได้ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้อีกคร้ัง คือคุณณัชชพล ไชยพินิจ//)

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องของพัฒนาการในงานสถาปัตยกรรมไทยนั้น จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดทุกยุคสมัย สถาปัตยกรรมไทยไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่อาจเป็นเรื่องยากที่จะมองได้ชัดเจนหากมิได้ศึกษาอย่างจริงจัง แต่ผู้เขียนเองเคยได้ยินสถาปนิกบางท่านมาพูดคุยด้วยว่า งานชิ้นนี้หรือชิ้นนั้นน่าทึ่งในความก้าวหน้าทางการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยอย่างมาก ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกดีใจอย่างมาก เพราะทำให้ทราบได้ว่ามีผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจงานสถาปัตยกรรมไทยแบบใหม่ๆ และสามารถวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของการออกแบบได้   ทั้งนี้หากจะสรุปเหตุผลแห่งพัฒนาการจากการศึกษาหาข้อมูลที่ผ่านมาข้างต้น ผู้เขียนขอสรุปเป็นสังเขปเพื่อนำไปสู่การศึกษาต่อยอดต่อไปในอนาคตได้ดังนี้

1.พัฒนาการของงานสถาปัตยกรรมไทย มิได้เป็นการเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรม แต่ขณะเดียวกันก็มิใช่เป็นการแช่แข็งลักษณะของงาน สถไทยด้วยเช่นกัน เพราะสถไทยนั้นมีวิวัฒนาการในตัวของงานเองมาตลอดทุกยุคทุกสมัย(คำกล่าวของ อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ จากเวทีงานอาษาเมื่อวันที่ 27เมษายน 66 )

2.พัฒนาการของงาน สถาปัตยกรรมไทย ที่เห็นได้นับจากอดีตมานั้น เกิดจากปัจจัยสำคัญอันเนื่องด้วยงานทางพระพุทธศาสนาเป็นหลัก สถาปัตยกรรมไทยที่สร้างขึ้นโดยมากเป็น สถาปัตยกรรมเนื่องในพระพุทธศาสนา และได้รับการส่งเสริมสนันสนุนโดยพระเจ้าแผ่นดินจึงมีการสร้างงานชนิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์  อิทธิพลของความคิดความเชื่อในศาสนาเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการก่อรูปทางสถาปัตยกรรมร่วมกันกับประโยชน์ใช้สอยของอาคารนั้นๆ  ซึ่งหากว่ากันตามจริงแล้วประโยชน์ใช้งานของอาคารชนิดนี้ก็มีสองส่วนสำคัญคือ

   – ประโยชน์ใช้งานทางกายภาพ อันได้แก่พื้นที่พื้นที่ใช้สอยกิจกรรมทางศาสนพิธีต่างๆ ตามปกติ สะท้อนออกมาเป็นลักษณะพื้นที่ใช้งานในแต่ละชนิดอาคาร

   – ประโยชน์ใช้สอยทางอุดมคติ อันได้แก่พื้นที่ใช้งานทางจิตวิญญาณ ที่เกิดการรับรู้ทางความรู้สึกที่สามารถรับรู้ได้มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลตามพื้นฐานของความรู้ความคิดและความเชื่อของแต่ละบุคคลนั้น

โดยทั้งสองส่วนสำคัญดังกล่าวทำงานผ่าน ศาสตร์ศิลป์แห่งการออกแบบทางศิลปะสถาปัตยกรรม

3.อิทธิพลวัฒนธรรมที่เกิดการถ่ายเทรับส่งต่อกันระหว่างวัฒนธรรม เพื่อต่อยอดและพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในหลายๆวัฒนธรรมหรือกลุ่มชน เราจึงอาจเห็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมในกลุ่มชนต่างๆอาจมีลักษณะบางอย่างดูคล้ายกับวัฒนธรรมอื่นๆ ข้างเคียง หรือบางครั้งอาจคล้ายกับวัฒนธรรมที่ไกลกว่ากันออกไปก็เป็นได้ แต่ในที่สุดแล้วความคล้ายนั้นหาเป็นความเหมือน ทุกวัฒนธรรมต่างต้องการอัตลักษณ์แห่งตนให้ปรากฏสืบเนื่องจากการแลกรับทางวัฒนธรรมนั้น 

4.ความก้าวหน้าทางด้านโครงสร้างและเทคนิควิธีทางการก่อสร้าง เอื้อประโยชน์ให้สามารถปรับเปลี่ยนที่ว่างภายในอาคารทางไทย ให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบันได้ดีมากยิ่งขึ้น อาทิ เช่น เราสามารถออกแบบเจดีย์ให้สามารถเปิดพื้นที่ภายในซึ่งเคยทึบตันให้เข้าไปใช้งานได้ หรือผสมผสานการใช้งานระหว่างเจดีย์กับอุโบสถเข้าด้วยกันในงานชิ้นเดียว เช่น อุโบสถที่วัดอัษฎางคนิมิต ณ เกาะสีชัง ซึ่งออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่สมัยาชกาลที่ 5 มาแล้ว  หรือแม้กระทั่งการออกแบบอาคารที่รวมความหลากหลายการใช้งานเข้าเป็นอาคารเดียวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพุทธสถาปัตยกรรม เช่น งานออกแบบอุโบสถใหม่ วัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการรวมอาคารสำคัญๆ เข้าด้วยกัน อาทิ พระอุโบสถ พระเจดีย์ พระวิหาร การเปรียญ รวมเป็นอาคารหลังเดียวทั้งในมิติทางแนวราบและแนวดิ่ง  หรือการออกแบบอาคารมณฑปที่ตั้งซ้อนอยู่บนอาคารที่เป็นพิพิธภัณฑ์อยู่ชั้นล่าง อย่างวัดไตรมิตรวิทยาราม รวมถึงการผนวกระบบสัญจรแนวตั้งแบบใหม่เข้าไปในอาคารด้วยเช่น ระบบลิฟต์  และการออกแบบอุโบสถเจดีย์ ซึ่งถือเป็นคำเรียกใหม่ ที่ใช้สำหรับงานออกแบบ มณฑปยอดเจดีย์ อันซึ่งตั้งอยู่บนฐานรับขนาดใหญ่ซึ่งทำหน้าที่เป็นอุโบสถเทินอยู่ด้านล่าง  อันเป็นแบบฉบับของการออกแบบเฉพาะตัวของสถาปนิก ที่วัดป่าธรรมคีรี จ.นครราชสีมา เป็นต้น     ทั้งนี้ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้หากได้มีผู้สนใจศึกษาต่อยอดออกไปก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นต่อไป

ท้ายที่สุดนี้ผู้เขียนขอขอบคุณ ผู้เกี่ยวข้องทั้งการให้ข้อมูล สัมภาษณ์ ให้ความช่วยเหลือต่าง รวมถึงข้อนำแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดทำเอกสารยื่นประกอบการสัมภาษณ์ของทางสภาสถาปนิก อันได้แก่  อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ, รศ.ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ,ศ.สมคิด จิระทัศนกุล,อ.ก่อเกียรติ ทองผุด,ดร.รสิตา สินเอกเอี่ยม,ดร. สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์   และการรวบรวมข้อมูลผ่านงานที่ได้ทำหนังสือหลายๆ เล่มด้วยกัน อาทิ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรณคีรี, คุณปิยนุช สุวรรณคีรี ที่ได้มีโอกาสพูดคุยสัมภาษณ์เพื่อทำงานเขียนเป็นหนังสือซึ่งได้นำมาประกอบกับเอกสารฉบับนี้ด้วย  นอกจากนั้นยังมีคณาจารย์ รวมถึงสถาปนิกพี่น้องอีกหลายท่านที่สอบถามถึงการจัดทำเอกสารฉบับนี้เข้ามามากมาย ไม่อาจลงนามไว้ได้หมด ต้องขอขอบคุณอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้  และขอกราบคารวะครูอาจารย์ผู้ให้ความรู้ทุกท่านด้วยครับ

//กราบคารวะครูสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทยทุกท่านด้วยใจ การเรียนรู้งานสถาปัตยกรรมไทยที่สมบูรณ์ คือการมีครูผู้ชี้ทาง และจับมือเขียน กวาดมือสอน จนเข้าใจทักษะในงานสถาปัตยกรรมไทยที่ถูกต้อง ร่วมกับองค์ความรู้ที่ครูช่างไทยสั่งสมส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และเชื่อว่า “สถาปัตยกรรมไทย ไม่เคยหยุดนิ่ง เป็นงานที่ออกแบบและสร้างสรรค์ได้ตลอดทุกยุคทุกสมัยโดยแท้จริง”//

หมายเหตุ ข้อความในเครื่องหมาย //….// คือเนื้อความที่เขียนเพิ่มเติมจากรายงานเพื่อลงในเว็บไซต์


[1] วัฒนะ บุญจับ, ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย, เข้าถึงใน  https://shorturl.asia/Q6PIj หน้า 20. เข้าถึงเมื่อวันที่  6 มิถุนายน 2566

[2] นิจ หิญชีระนันท์, ปาฐกถาชุด “สิรินธร” ครั้งที่ 9 เรื่อง “สถาปัตยกรรมไทย” ,(กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2537).

ประเพณี และมีผลสำคัญต่อสังคมในลักษณะของการให้เกียรติ ความสำคัญและการเคารพ[3]

[3] อ่านเพิ่มเติมจากบทความ ที่ผู้เขียน ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ได้ที่ https://thaiarchiculture.com/position-level-in-thai-architecture/
[4] พระไตรปิฎก เล่มที่ 10, พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม 2 ภาค 1 หน้าที่ 311. อ้างอิงจากเพจ พระอภิธรรมทางไปรษณีย์ อาจารย์ทองสุข ทองกระจ่าง-อาจารย์ผู้สอนอภิธรรม วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ.

[5] วัฒนะ บุญจับ เล่มเดิม หน้า 20.

[6] สมคิด จิระทัศนกุล , วัด : พุทธศาสนสถาปัตยกรรมไทย(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์),2544.

[7] สมภพ ภิรมย์ , พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์ ,2528),168-169.

[8] สัมภาษณ์ รศ.ฤทัย ใจจงรัก ศิลปินแห่งชาติ  เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2566

[9] สัมภาษณ์ ศ.สมคิด จิระทัศกุล ถึงการออกแบบมณฑป วัดสะแล่ง เมื่อววันที่  21 เมษายน 2566

[10] สัมภาษณ์ อ.ก่อเกียรติ ทองผุด ผู้ช่วยงานออกแบบ พระมหามณฑป วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2566

[11] พระมหาสมจินต์ สมมาปญโญ จากเรื่อง การสร้างเจดีย์เป็นพุทธประสงค์  ที่มา https://www.mcu.ac.th/article/detail/503  เข้าถึงเมื่อง 25 มิถุนายน พ.ศ.2565

[12] คำกล่าวของ ศาสตราภิชาน พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ อ้างอิงตามสัมภาษณ์ อ.ก่อเกียรติ ทองผุด เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2566


ข้อมูล : ประกิจ ลัคนผจง

ข้อมูลข้างต้น นำมาจากการทำรายงานเพิ่มเติม จากการส่งผลงานออกแบบเพื่อขอเลื่อนระดับวิชาชีพสถาปนิกจากชั้นภาคีไปเป็นชั้นสามัญ โดยยื่นเรื่องเสนอต่อสภาสถาปนิก เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2565 ได้รับการสอบสัมภาษณ์เดือนธันวาคม พ.ศ.2565 (สภาสถาปนิกให้ทำรายงานประกอบผลงานเพิ่มเติม ส่งรายงานครั้งแรก เดือนตุลาคม พ.ศ.2566 มีการขอให้แก้ไขรายงานและส่งใหม่อีกครั้งในเดือนเมษายน พ.ศ.2567) ได้รับพิจารณาเลื่อนขั้นพฤษภาคม พ.ศ.2567 และรับใบอนุญาต สิงหาคม พ.ศ.2567

TAG: