บัวคลุ่ม หรือ บัวกลุ่ม เรียกแบบไหนกัน

ยอดเจดีย์ทองคำสูงตระหง่านบนท้องฟ้าเมฆบางส่วน.

Home » Talk Thai Arch » บัวคลุ่ม หรือ บัวกลุ่ม เรียกแบบไหนกัน

บัวคลุ่ม หรือ บัวกลุ่ม เป็นชื่อเรียกองค์ประกอบในงานสถาปัตยกรรมไทย ที่เป็นส่วนยอดเจดีย์หรือเครื่องยอดทรงบุษบกที่มีลักษณะเป็นบัวซ้อนชั้นขึ้นไป การที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปเป็นสองชื่อนั้นเพราะเหตุใด

แท้จริงแล้วคำใดเป็นคำที่ถูกต้องกันแน่ คำใดเป็นคำศัพท์ที่เป็นทางการ หรือคำใดเป็นคำศัพท์ที่เรียกกันแต่ในช่างไทยสมัยก่อน หรือทั้งสองคำอาจเรียกได้ทั้งคู่โดยไม่มีผิดถูก  เพราะหากพิจารณาคำเรียกที่ปรากฏในหนังสือ อภิธานศัพท์ช่าง สถาปัตยกรรมไทย ซึ่งเขียนโดย ศ.สมคิด จิระทัศนกุล ก็จะพบว่า มีคำเรียกองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยมากมาย ที่อาจเรียกต่างกันได้

คือคำแบบโบราณที่ช่างไทยสมัยก่อนเรียกกัน กับคำเรียกในปัจจุบัน หรือที่ปรากฏในเอกสารหลายๆแห่ง

ทั้งนี้ขอยกตัวอย่างสักคำหนึ่ง เช่นคำที่ปัจจุบันเราเรียกว่า “แผงแรคอสอง” (1)  โดยในหนังสือดังกล่าวให้คำเรียกไว้สามคำคือ    กะดานคอสอง,กระดานคอสอง,แผงแรคองสอง  ซึ่งหมายถึงแผ่นไม้ที่กรุระหว่างหลังคาประธาน กับหลังคาชั้นลด โดยในอดีตมักทำทึบตัน แต่ภายหลังสามารถกรุเป็นกระจก เพื่อนำแสงสว่างเข้ามาภายในอาคารได้ 

อาจารย์สมคิด อธิบายไว้ว่า “กะดานคอสอง” เป็นคำสะกดแบบเก่า ดังบันทึกของสมเด็จครู  ส่วนคำว่า “กระดานคอสอง” เป็นรูปศัพท์ที่สะกดในสมัยหลัง  ส่วนคำว่า “แผงแรคอสอง” เป็นคำเรียกที่ปรากฏในหนังสือ พุทธศิลปสถาปัตยกรรมภาคต้น ของ พระพรหมพิจิตร

ภาพ :  ลายเส้นอธิบายชื่อเรียกองค์ประกอบหน้าจั่วอุโบสถหรือวิหาร แบบมาตรฐาน

ที่มา :พระพรหมพิจิตร,พุทธศิลปสถาปัตยกรรมภาคต้น (2495),78.

จะเห็นว่าคำเรียกเหล่านั้น มิได้ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ แต่เป็นคำที่มีมาแต่เดิม และเป็นคำที่ปรับใช้เป็นทางการในปัจจุบัน โดยส่วนตัวคิดว่า หากเป็นคำที่มีมาก่อน และเรียกกันจนกร่อนคำลงและสื่อถึงคำเดิมได้อยู่ ก็ถือว่าเป็นที่ยอมรับโดยความเข้าใจได้ เพราะมิได้ไปบัญญัติศัพท์เรียกใหม่จนเกิดความสับสน

แล้วคำที่ผู้เขียนมีข้อสงสัยคือ  บัวคลุ่ม หรือ บัวกลุ่ม คำใดเป็นคำเรียกที่ถูกต้องกันแน่

ในบทความเรื่อง “ความสับสนในงานสถาปัตยกรรมไทย”(2) โดย รศ.สมใจ นิ่มเล็ก ราชบัณฑิต มีข้อมูลที่อธิบายคำเรียกชื่อองค์ประกอบนี้ไว้ ตามภาพที่เห็นคือในส่วนยอดเจดีย์ โดยใช้คำว่า “บัวกลุ่ม”  อาจารย์ท่านมิได้อธิบายจำเพาะเจาะจงลงไปในคำเรียกองค์ประกอบนี้ในเนื้อหา   แต่นี่คือการกำหนดเรียกชื่อองค์ประกอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ซึ่งท่านเองเป็นราชบัณฑิตที่ดูแลงานในด้านสถาปัตยกรรมไทยในขณะนั้น

ภาพ :  ลายเส้นอธิบายชื่อเรียกองค์ประกอบเจดีย์เหลี่ยมย่อมุม

ที่มา : สมใจ นิ่มเล็ก (2544). “ความสับสนในงานสถาปัตยกรรมไทย.” หน้าจั่ว: ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร,24.

ตำราเรียนในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย และต่อมาเป็นหนังสือสำหรับประกอบการเรียนการสอนในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย  เรื่อง วัด:พุทธศาสนสถาปัตยกรรมไทย โดย สมคิด จิระทัศนกุล ได้มีการให้ข้อมูลชื่อเรียกองค์ประกอบนี้เช่นกันว่า “บัวกลุ่ม” (3)

ภาพ :  ลายเส้นอธิบายชื่อเรียกองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระเจดีย์

ที่มา : สมคิด จิระทัศนกุล. (2544). วัด : พุทธศาสนสถาปัตยกรรมไทย, 215.

ภาพ :  ลายเส้นอธิบายชื่อเรียกองค์ประกอบชุดเครื่องยอดอาคารทรงบุษบก(มณฑปพระพุทธบาทสระบุรี

ที่มา : สมคิด จิระทัศนกุล. (2544). วัด : พุทธศาสนสถาปัตยกรรมไทย, 222-223.

จากข้อมูลที่ยกมาข้างต้น  เป็นเอกสารที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ล้วนเรียกองค์ประกอบในชุดดังกล่าวว่า “บัวกลุ่ม” ทั้งสิ้น แม้ตัวผู้เขียนเอง ซึ่งเรียนกับคณาจารย์หลายท่าน ต่างเรียกองค์ประกอบนี้ว่า “บัวกลุ่ม” ตามแบบแผนการศึกษาเดียวกัน

หากลองดูตัวอย่างงานเขียนเอกสารวิทยานิพนธ์ ของนักศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการพูดถึงองค์ประกอบนี้ ก็ปรากฏใช้คำว่า “บัวกลุ่ม” เช่นกัน เช่น วิทยานิพนธ์เรื่อง แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยชุณห์ศิริ ไชยเอีย ที่มีการอธิบายองค์ประกอบส่วนยอดของงานสถาปัตยกรรมไทยว่า “บัวกลุ่ม” เช่นกัน

ภาพ :  ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตศึกษา ของ ชุณห์ศิริ ไชยเอีย ปีการศึกษา 2566. ที่ปรากฏใช้คำว่า “บัวกลุ่ม”

ที่มา : ชุณห์ศิริ ไชยเอีย. “แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์,” (วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2566),126.

จากข้อมูลข้างต้นในส่วนของการเรียนรู้ของนักศึกษาสถาปัตยกรรม ในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย ปรากฏใช้ “บัวกลุ่ม” เป็นคำเรียกองค์ประกอบดังกล่าวเหมือนกันทั้งหมด

ส่วนคำว่า “บัวคลุ่ม” มีใช้ในเอกสารหนังสือหรือตำราด้วยเช่นกัน พบว่ามีการอธิบายองค์ประกอบส่วนยอดดังกล่าวนี้ว่า “บัวคลุ่ม” ในสายประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยอาจเรียกองค์ประกอบทั้งชุดนี้ว่า “ทรงบัวคลุ่มเถา” ก็ได้

นอกจากนั้น ยังพบว่า สมเด็จครูได้ใช้คำนี้เรียกองค์ประกอบทางศิลปกรรม และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน ดังปรากฏในจดหมายที่ทรงเขียนโต้ตอบระหว่างสมเด็จครู และกรมพระยาดำรงราชานุภาพ วันที่  18 กุมภาพันธ์ 2481(5) มีความตอนหนึ่งว่า

“…เชิญพระโกศขึ้นตั้งเหนือแว่นฟ้า ๓ ชั้น มีบัวคลุ่มฐานพระบุพโพฐานเขียง ประกอบพระลองทองใหญ่ (รัชกาลที่ ๕) ประดับประดาด้วยเบญจปฎลเศวตฉัตร และอภิรุมชุมสายทองแผ่ลวด มีผ้าไตร ๔๐ สดับปกรณ์แล้วเป็นเสร็จ..” ซึ่งเห็นว่าองค์ประกอบที่ถูกเรียกว่า “บัวคลุ่ม” น่าจะเป็นการเรียกจากเอาอาการทรงบัวนั้นเป็นเกณฑ์  

และมีจดหมายวันที่ 31 ธันวาคม 2483 (6)  ที่สมเด็จครูทรงเขียนถึงกรมพระยาดำรงฯ มีความตอนหนึ่งว่า

“..ตรัสถึงพระเจดีย์นั้นจับใจมาก พระเจดีย์ไทยรูปร่างเป็นอย่าง “ไม้เรียวหวดฟ้า” ทั้งนั้น เว้นแต่ยอดเป็นสองอย่าง เป็นบัวคลุ่มซ้อนกันเรียกขึ้นไปอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเป็นปล้องไฉน คำนั้นก็ดี ทำให้รู้ได้ว่าปี่ไฉนนั้นเดิมทีกลึงเป็นปล้อง ปล้องไฉนก็คือร่มซ้อนๆ กันนั่นเอง แต่ถ้าเป็นร่มจริงๆ ทำยาก จึงย่นย่อลงทำเป็นแต่ปล้องไฉน..”

จะเห็นว่าข้อความในส่วนนี้ สมเด็จครูทรงเรียกองค์ประกอบส่วนนี้ชัดเจนว่า “บัวคลุ่ม” ซึ่งน่าจะเป็นคำที่ช่างในสมัยนั้นเรียกองค์ประกอบดังกล่าว โดยอาศัยทรงบัว ที่มีลักษณะคุ้มๆ เป็นสำคัญ

คำว่า “บัวกลุ่ม” เน้นใช้เรียกองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยจนเป็นที่สืบทอดต่อกันมา น่าจะนับแต่ ศาสตราจารย์พระพรหมพิจิตรได้วางรากฐานการศึกษาในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทยขึ้นมา และส่งต่อลงมายังครูอาจารย์รุ่นหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์สมใจ นิ่มเล็ก ซึ่งเป็นราชบัณฑิต ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบัญญัติศัพท์สถาปัตยกรรมไทย และสอนหนังสือในสาขานี้ด้วย จึงทำให้คำนี้ถูกใช้ในแวดวงการศึกษาสถาปัตยกรรมไทยสืบต่อกันมา

ที่น่าสนใจคือในหนังสืออภิธานศัพท์ช่าง ของ ศ.สมคิด จิระทัศนกุล ก็ได้มีข้อมูลของคำเรียกองค์ประกอบนี้ด้วยเช่นกัน คือในเล่มที่ 3 องค์ประกอบส่วนเรือน  ในหมวด บัวคลุ่ม,บัวกลุ่ม,บัวแวง-บัวจงกล,บัวบัลลังก์  ในหน้า 55-56  โดยคำเรียกดังกล่าว ได้อธิบายไว้ว่า เป็นชื่อเรียกองค์ประกอบประดับตกแต่งส่วนปลายเสาที่ทำเป็นรูปดอกบัวในจินตลักษณ์ต่างๆ  และทั้งสี่คำนั้นคือลักษณะบัวปลายเสาที่ช่างไทยนิยมสร้างสรรค์กัน  ทั้งนี้คำเรียกในเอกสารดังกล่าว เน้นการเรียกองค์ประกอบของชุดบัวหัวเสาเป็นสำคัญ

ในเนื้อหายังได้อธิบายต่อมาว่า สมเด็จครูทรงเรียกองค์ประกอบนี้ในลักษณะที่เป็นบัวซ้อนชั้นกันขึ้นไปว่า “บัวกลุ่ม” ก็ปรากฏในหลายวาระโอกาส และอาจารย์สมคิดให้ข้อคิดเห็นว่า เชิงช่างไทยปัจจุบันกลับนิยมเรียกชื่อของบัวปลายเสาที่เดิมเรียกว่า “บัวคลุ่ม” นี้แทนกันอีกชื่อว่า “บัวโถ” ซึ่งในระหว่างที่ผู้เขียนศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโท ในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็เรียกชื่อองค์ประกอบนี้ว่า บัวโถ ตามที่ครูอาจารย์สอนเช่นกัน คำว่าบัวคลุ่มนี้ ไม่มีปรากฏในการเรียนการสอนเลยเท่าที่จำได้ น่าจะด้วยเพราะเป็นคำเก่าที่ไม่นิยมใช้แล้ว

ในจดหมายที่สมเด็จครูทรงมีพระอรรถาธิบายประทานหม่อมเจ้าหญิงพิลัยเลขา ดิศกุลว่า “..บัวคลุ่มชื่อนี้คล้ายกับที่เรียกกันว่าบัวกลุ่ม มีรูปอย่างที่เขียนให้ดูนี้ ที่ทำบัวชนิดนี้ที่ยอดปราสาทแลบุษบกจะเรียกว่าบัวกลุ่มพอไปได้เพราะทำซ้อนกันไว้ห้าหกเจ็ดดอกเป็นกลุ่มกัน..”

จากข้อมูลข้างต้นที่สมเด็จครูได้ทรงกล่าวไว้ แลดูว่าจะเรียกได้ทั้งสองทาง และตามความเข้าใจของผู้เขียนบัวคลุ่มน่าจะเรียกเฉพาะชิ้น ส่วนบัวกลุ่มน่าจะเรียกรวมทั้งชุดที่ซ้อนๆกัน

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด น่าจะพอเข้าใจความโดยรวมๆ ได้ว่า คำทั้งสองคำนี้ ใช้เรียกองค์ประกอบในงานสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นลักษณะบัว โดยทั้งสองคำน่าจะถูกเน้นไปในสองทางที่ต่างกัน หนึ่งคือถ้าเน้นในเชิงรูปทรง จะเรียก “บัวคลุ่ม” ซึ่งเป็นคำที่ให้สัมผัสถึงอาการคุ้มๆ งุ้มๆ ของบัว  แม้ว่าบัวดังกล่าวจะไปอยู่ในตำแหน่งอื่น ขององค์ประกอบทางศิลปกรรมใดๆ ในงานช่างไทย ก็อาจเรียกว่า “บัวคลุ่ม” ไปได้หมด  นอกจากนั้นยังค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนว่า เป็นคำที่นิยมใช้ของช่างไทยโบราณ และอาจยังใช้ในหมวดงานศิลปกรรมของช่างหัตถศิลป์ เช่นงานในศูนย์ศิลปาชีพ เป็นต้น 

ส่วนคำว่า “บัวกลุ่ม” ถือเป็นคำที่เน้นองค์ประกอบในลักษณะการอยู่ร่วมกันเป็นชุดบัวซ้อนชั้นขึ้นไป  และไม่ปรากฏเรียกคำนี้กับองค์ประกอบบัวที่อยู่โดดๆ  นอกจากนั้นในระบบการศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมไทย ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์กำหนดเรียก “บัวกลุ่ม” เป็นมาตรฐานคำเรียกองค์ประกอบดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ระหว่างสถาปนิกสถาปัตยกรรมไทย และช่าง

ข้อมูลที่เขียนนี้เป็นไปเพื่อทำความเข้าใจ และคลายข้อสงสัยในความต่างของการใช้คำเรียก ซึ่งในอดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคำได้กลายเป็นคำโบราณไม่เป็นที่นิยมใช้ และหันมาใช้คำเรียกใหม่ ที่อาจเกิดจากการกร่อนคำ หรือสะกดคำตามหลักเขียนในยุคปัจจุบันแทน 

******************************

หมายเหตุ : ข้อมูลในบทความนี้เป็นการศึกษาค้นคว้าส่วนตัวของผู้เขียน ข้อมูลจากบุคคลที่เป็นที่มาของข้อมูลมิได้เกี่ยวข้องกับข้อคิดเห็นของผู้เขียนแต่อย่างใด บทความนี้เป็นแต่เพียงการตั้งข้อสังเกตุและหาข้อมูลประกอบความคิดเท่านั้น ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลที่นำมาเสนอไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ข้อมูลอ้างอิง

1 สมคิด จิระทัศนกุล(2559) อภิธานศัพท์ช่างสถาปัตยกรรมไทย เล่ม 3 องค์ประกอบ “ส่วนเรือน” .คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร,153-154.

2 สมใจ นิ่มเล็ก. (2547). “ความสับสนในงานสถาปัตยกรรมไทย.” หน้าจั่ว: ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 22–31.

3 สมคิด จิระทัศนกุล. (2544). วัด : พุทธศาสนสถาปัตยกรรมไทย, 215,222-223.

4.ชุณห์ศิริ ไชยเอีย. “แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์,” (วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2566),126.

5 จากเว็บไซต์ วัขรญาณ  (https://vajirayana.org) สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช 2481 / วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2481 น

6 จากเว็บไซต์ วัขรญาณ  (https://vajirayana.org) สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช 2483 / วันที่ 31 ธันวาคม 2483 น

TAG: